ธรรมะทวิสเตอร์

ปฏิทินธรรมะ

กุมภาพันธ์ 2012
SuMoTuWeThFrSa
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 

ติดต่อเราได้ที่

หอจดหมายเหตุ
พุทธทาส อินทปัญโญ

สวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ)
ถนนนิคมรถไฟสาย ๒ 
แขวงจตุจักร เขตจตุจักร  
กรุงเทพฯ  ๑๐๙๐๐

แผนที่และการเดินทาง:  

ข้อมูลการเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน

ข้อมูลการเดินทางโดยรถสาธารณะ

โทรศัพท์: ๐-๒๙๓๖-๒๘๐๐

โทรสาร: ๐-๒๙๓๖-๒๙๐๐

อีเมล์: info@bia.or.th

เว็ปไซต์: www.bia.or.th
www.dhamma4u.com 

full calendar

เข้าสู่ระบบ



สถิติการเข้าชม

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1417866
เรามี 49 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กัลยาณมิตร

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Designed by:
สุโขทัย : วัดป่าบนเนิน PDF พิมพ์
User Rating: / 41
แย่ดีที่สุด 
รวมบทความ - สถานที่ปฏิบัติธรรม
วันศุกร์ที่ 03 กรกฏาคม 2009 เวลา 18:15

ชื่อสถานที่: วัดป่าบนเนิน

รูป :

 

 

ที่ตั้ง : 212 หมู่ 10 ต.ลานหอย อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย

หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก : 0819851279

หมายเลขโทรศัพท์อื่นๆ : (081) 985-1279 (พระอาจารย์จาตุรนต์)

Website :

E-Mail :

แผนที่บน website :

จุดประสงค์การจัดอบรม

ไม่มีข้อมูล

รูปแบบการจัดอบรม : สติปัฏฐาน 4

การปฏิบัติตน :

ไม่มีข้อมูล

การเตรียมตัว :

เครื่องแต่งกายควรเป็นชุดขาว ทางวัดมีที่พัก อาหารจัดเตรียมไว้ให้ ควรเตีรยมยากันยุงมาด้วย

ตารางปฏิบัติธรรม :

ทางวัดไม่มีคอร์สหรือโครงการปฏิบัติเป็นพิเศษ ผู้สนใจสามารถมาได้ตลอดเวลา โดยควรแจ้งกับทางวัดล่วงหน้า

ระดับการอบรม :

เริ่มต้นถึงปานกลาง
ความคิดเห็น (86)
ปฏิบัติถวายนายหลวง 84 พรรษา
86 วันศุกร์ที่ 06 มกราคม 2012 เวลา 14:51
ตะวันเดือน พานทอง
" จงเห็นปัญญาแท้ๆของจิต
โดยที่จิตเกิดภาวะธรรมชาติออกมาเอง
ไม่ใช่การคิดเอา
เพราะนั่นคือจิตที่อ่อนแอและเป็นเหตุให้เกิดทุกข์"
Birthday-หลวงพี่
85 วันศุกร์ที่ 06 มกราคม 2012 เวลา 14:46
ตะวันเดือน พานทอง
ขอพระธรรมจงเจริญในดินแดนที่ควรเจริญ ณ วัดป่าบนเนิน
กราบมาถวายนมัสการในวันเกิด 20 มกราคม 2555
ขอครูบาอาจารย์บรรลุในธรรมชาติสูงส่ง
ส่งกำลังใจมาให้หลวงพี่มากๆ สำหรับการสร้างวัดที่3ค่ะ

นมัสการมาด้วยความเคารพ
ตะวันเดือน
นรก กัย สวรรค์
84 วันจันทร์ที่ 03 มกราคม 2011 เวลา 20:52
phra HACK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
นรก กับ สวรรค์
มีเด็กวัดกลางท้องนาคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่นาในเวลากลางคืน
............มีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนให้ไปเที่ยวสวรรค์กับนรก
เขาก็ตกลงไปด้วย
นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่ง แล้วบอกว่า “ถึงนรกแล้ว”
ที่นั้นเป็นห้องใหญ่ ๆ มีโต๊ะยาวๆ
บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีตอร่อยมีคุณค่าทุกประเภท
............มีคนนั่งอยู่หลายคนนางฟ้าก็บอกว่า “นี่สัตว์นรก”
คนเหล่านั้นนั่งมองอาหารที่น่ากินที่สุดในโลก
แต่ตัวเขาผอมเหลืองน่าสงสาร
........... นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดี ๆได้
..................... แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้มือหยิบ
ต้องใช้ช้อนที่ยาวหนึ่งเมตรตักอาการกินเท่านั้น
................................เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเอง
คนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที
...........................................อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด
เขาเลยมีความวุ่นวายเดือดร้อนมาก พยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก
...........จึงผอมโซเพราะอดอาหาร
ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ
.......................แต่ไม่สามารถเอาเข้ามาถึงในปากของตนเองได้
นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้ว บอกว่า “ถึงสวรรค์แล้ว”
............ ห้องที่สองนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการ
มีโต๊ะอาหารยาว ๆ อาหารประณีตหลาย ๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรก
.............มีเก้าอี้รอบ มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าบอกว่า
”นี่เทวดาบนสวรรค์”
...................แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย
.......................... ดูว่าเขากินอาหาร อย่างไร
ทั้งๆที่เขาก็ต้องใช้ช้อนยาวหนึ่งเมตรเหมือนกับที่นรก
........”เอ...ทำไมมันไม่เหมือนที่นรก?
ทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริง แข็งแรง”
พอดูดี ๆ อ้อ! เห็นวิธีของชาวสวรรค์
.............คือคนข้างหนึ่งของโต๊ะ เขาตักอาหารด้วยช้อนยาว ๆ
เอาไปป้อนใส่ปากของคนตรงข้าม
......................คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้
ก็เลยได้กินกันทุกคน อยู่อย่างสุขสบาย
สรุปว่า ที่นรกนั้น..... คนคิดแต่จะได้อย่างเดียว
คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง
...................คิดแต่ว่าเราจะได้อาหาร ได้สิ่งที่เราชอบ
โดยไม่คิดถึงคนอื่น
แต่ที่สวรรค์นั้น..... มีการช่วยเหลือกัน มีความรักสามัคคีกัน
..........................คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วย
จึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน .......................... ...
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
.....ฮ.....
วันแรกของวันที่เหลือ
83 วันพุธที่ 15 ธันวาคม 2010 เวลา 21:42
phrahack
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
อยากจะบอกว่า "คนเราไม่เคยนึกถึงตีนเมื่อรองเท้าไม่กัด"


คนเรามักมองไม่เห็นของดีที่ตนมีอยู่จนเมื่อสูญเสียมันไปแล้ว


ไม่เห็นคุณค่าของสองแขน จนกระทั่งมันอยู่ในเฝือก


ไม่เห็นคุณค่าของงาน (ที่เราว่าแย่ๆ) จนกระทั่งตกงาน


ไม่เห็นคุณค่าคนรัก (ที่เราว่าไม่เพอร์เฟ็กท์)


จนกระทั่งเธอหรือเขาไปแต่งงานกับคนอื่น


ไม่เห็นคุณค่าของพ่อแม่ (ที่เราว่าขี้บ่น) จนกระทั่งไปงานศพของท่าน


สิ่งที่คนจำนวนมากเลือกทำคือ บ่นว่าตนเองไม่มีความสุข ไม่ประสบความสำเร็จ


ไม่รวย ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งนั้นสิ่งนี้ และเอ่ยประโยคยอดฮิตว่า


"มันไม่แฟร์เลย"

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

บางที ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าโลกไม่มีความยุติธรรม ก่อนที่เราจะบ่น


ลองมองตัวเราเองดูดีๆ เราจะพบว่า เรามีอะไรดีๆ หลายอย่างที่คนอื่นไม่มี


เราสามารถทำ "หนึ่งวันเดียวกัน" ของเราให้มีความหมายได้


ก็ต่อเมื่อเราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี และใช้วันนี้


วันแรกของวันที่เหลืออย่างคุ้มค่าที่สุด


เพราะวันแรกของชีวิตที่เหลือนี้ช่างสั้นเหลือเกิน


และเพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเรามี "วันแรกของวันที่เหลือ" อยู่อีกสักกี่วัน
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
..ฮ..
เราสร้างตึกสูงๆๆๆๆๆ....
82 วันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2010 เวลา 16:22
phrahack
เราสร้างตึกที่สูงขึ้น.....แต่วัดที่เตี้ยลง
เรามีทางด่วนที่กว้างมากขึ้น..... แต่มีทัศนคติที่แคบลง
เราใช้จ่ายมากขึ้น..... แต่เรามีน้อยลง
เราซื้อมากขึ้น..... แต่เรามีความสุขกับของนั้นน้อยลง
เรามีบ้านที่ใหญ่มากขึ้น..... แต่มีครอบครัวที่เล็กลง
เราสะดวกสบายมากขึ้น..... แต่มีเวลาน้อยลง
เรามีการศึกษามากขึ้น..... แต่มีสามัญสำนึกน้อยลง
เรามีความรู้มากขึ้น..... แต่มีการตัดสินน้อยลง
เรามีผู้ชำนาญการมากขึ้น..... แต่ก็มีปัญหามากขึ้น
เรามียามากขึ้น..... แต่ความ”อยู่ดี”น้อยลง
เราเพิ่มพูนสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ..... แต่ลดค่าของมันลงไป
เราพูดมาก..... แทบจะไม่ให้ความรัก และก็เกลียดกันบ่อยเกินไป
เราเรียนรู้ว่าจะหาเลี้ยงชีวิตอย่างไร..... แต่เราไม่ได้เรียนรู้ว่าชีวิตคืออะไร
เราทำให้การมีชีวิตยาวนานขึ้น..... แต่เราไม่ได้ใช้ชีวิตที่แท้จริง
เราเดินทางไปกลับถึงพระจันทร์..... แต่เรามีปัญหาแค่จะเดินข้ามถนนไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน
เราชนะปัจจัยภายนอก..... แต่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายใน
เราทำให้อากาศสะอาดขึ้น..... แต่เราทำให้วิญญาณของเราสกปรก
เราสลายอะตอม..... แต่ไม่ใช่ความลำเอียง
เรามีเงินเดือนมากขึ้น..... แต่ศีลธรรมน้อยลง
เรามีปริมาณมากขึ้น..... แต่คุณภาพน้อยลง
ยังมีช่วงเวลาของชายที่สูงใหญ่..... แต่ไม่มีลักษณะเฉพาะตัว
มีกำไรมากมาย..... แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้คน
ยังมีช่วงเวลาที่โลกสงบสุข..... แต่ยังมีสงครามภายใน
มีกิจกรรมมากขึ้น..... แต่สนุกน้อยลง
มีอาหารหลากชนิดมากขึ้น..... แต่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร
..เรามีวัดที่กำลังจะสร้าง (กลางนา..) แต่คุณยังไม่รู้
คำถาม
81 วันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2010 เวลา 15:55
phra hack
เรามักจะได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ...

เวลาที่คนเราเกิดความสงสัย...

…หรือไม่เข้าใจ..

…หรือได้ยินได้ฟังอะไร..ไม่ถนัดชัดเจน..




เรามักจะตั้งคำถามขึ้นในใจว่า..

…ทำไม ????............




ร้อยแปดพันเก้าปัญหา..

ที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน..

…เรามักพยายามที่จะตั้งปัญหา..

…ให้กับชีวิตของเราอยู่เสมอ..

…ตั้งแต่แรกเกิด..จนถึง..วันตาย..

…คำว่า.. ทำไม ???...

…ก็ยังติดตราตรึงอยู่ในใจของเราตลอดเวลา..




จากคำถามแรกที่เกิดขึ้น...

เมื่อครั้งแรกเกิดของคนเราที่ว่า...

… เราเกิดมาทำไม ????....

…ซึ่งอาจจะดูว่า..เป็นคำถามที่ตื้น ๆ..ไม่ลึกซื้งอะไร..

…ใคร ๆ ก็พูดได้..ถามได้..




แต่จะมีใครสักคนที่จะรู้ความหมายของคำถามนั้นอย่างแท้จริง...

…ซึ่งคำถามที่ดูว่า ตื้น ๆ นี้แหละ..

…เป็นคำตอบที่ยิ่งใหญ่มาก...ในชีวิตของคนเรา..




บางคนตอบว่า...

เกิดมา...เพื่อชดใช้กรรม...

บางคนตอบว่า..

เกิดมา..เพื่อทำความดี..เพื่อสร้างบารมี..




บางคนก็ตอบไม่ได้ว่า..

เราเกิดมาทำไม...???...




แต่ถึงอย่างไรก็ตาม..

ขอให้โปรดรับรู้เถอะว่า...

เราเกิดมาเพื่อใช้กรรมและสร้างกรรม..




นั่นก็คือ..

เมื่อมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์..

ก็ใช้หนี้กรรมเก่า..และทำกรรมใหม่..

หยุดทำกรรมชั่ว...ให้ทำแต่กรรมดี..ทั้งทางกาย..วาจา..และใจ..

…เราจึงจะสามารถตอบคำถามได้ว่า..

…เพราะอะไร..จึงถามว่า..เกิดมาทำไม..???...

…เพราะทำไม...คือ..การสร้างประโยคคำถามให้แก่ชีวิต..

…ให้เราได้คิด..ได้ทำ..ได้แก้ปัญหา..
ได้ทำอะไรดีๆ ...
...ฮ...
ทำไมคนเรา ไม่เห็น "ธรรม"
80 วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2010 เวลา 21:56
phRa haCk
ธรรมะมีประจำไม่ใช่เฉพาะบุคคลเท่านั้น

แท้จริงธรรมะเป็นของมีอยู่ทั่วหมดในโลกอันนี้

ที่ท่านเรียกว่ารูปธรรม นามธรรมนั่นเอง

ที่คนมองเห็นได้ยากก็เพราะพื้นฐานภูมิของใจมันยังมืดอยู่ด้วยกิเลส

ซึ่งไม่สามารถจะรับรองหรือรับเอาธรรมะนั้นมาไว้คิดพิจารณาค้นคว้า

ได้แก่ใจยังไม่สงบ

ความสงบของใจเป็นพื้นฐานที่ตั้งของธรรมะ ธรรมะเป็นความสงบ

คือคนเราโดยมากหาธรรมะ มีแต่คิดส่งส่ายออกไปภายนอก ถึงรู้ก็ตามเถิด

รู้ตามปริยัติที่บัญญัติไว้ในตำรา

หรือว่าพิสูจน์ตามหลักฐานคือศัพท์หรือคำบาลีนั้น

ยังไม่ใช่ตัวธรรมะที่แท้จริง

เป็นแต่รู้ตามตำรา

จะเอามาใช้ให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงยังไม่ได้ก่อน

ต่อเมื่อรู้ด้วยปัจจัตตังเฉพาะตนเท่านั้น

จึงจะนำเอามาใช้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

.....ฮ...
วัดป่าบนเนิน
79 วันพุธที่ 08 ธันวาคม 2010 เวลา 15:47
เด็กสุโขทัยวิทยาคม ม.3/4
สวัสวัดดีค่ะพระอาจารย์เเฮ็ก
หนูมีโอกาสได้ไปเข้าค่าย
พระอาจารย์สอนให้เราส่ามัคคีกัน
ตอนที่เเบ่งเทียนกัน
หนูร้องไห้พระอาจารย์เเกล้งพวกหนูรึเปล่าวค่ะ
ป.ล
วันนี้หนูไปไหว้พระอาจารย์ที่หอประชุมด้วยค่ะ
เด็ก 3/4
วัยรุ่นยุคใหม่(กว่า)
78 วันจันทร์ที่ 08 พฤษจิกายน 2010 เวลา 15:54
phra hack
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
เด็กไทย...ต้องใจสูง
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
สุขสันต์วันออกพรรษา
77 วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2010 เวลา 15:18
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
เข้าวัดปฏิบัติธรรม
76 วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2010 เวลา 15:15
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
ออกพรรษาเข้าวัด ทำบุญ
75 วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2010 เวลา 15:10
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
ตอบ.อ.กอบแก้ว ยลพันธุ์
74 วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2010 เวลา 21:34
phra hack
จากข้อความ วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม 2010 เวลา 09:51 ของอ.กอบแก้ว ยลพันธุ์ขออนุญาตนำนักเรียนมาเข้าค่ายธรรมะที่วัดป่าบนเนิน
เป็นนักเรียนโครงการพิเศษ (Intensive English Program) โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก
ระดับ ม.ปลาย จำนวน 40 คน ที่ประสงค์จะฝึกปฏิบัติจริง ๆ
ในช่วงเดือนธันวาคม 2553 หรือ เดือนมกราคม 2554
ขอทราบรายละเอียดตารางของวัดว่ามีช่วงเวลาใดที่ว่างบ้างเจ้าค่ะ
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพยิ่ง
...................
เจริญพร..
ทางวัดป่าบนเนินต้องขออนุโมทนากับแนวคิดที่อ.กอบแก้วและนักเรียนที่มีความประสงค์จะอบรม-ปฏิบัติธรรม...ทางวัดจึงรบกวนขอให้อ.กอบแก้ว จัดทำรายละเอียดของโครงการ แล้วแนบไฟล์ส่งมาที่ e-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
หรือ สอบถาม พระแฮ็ค 083-300-8568
แล้วทางวัดจะพิจารณา ตามความเหมาะสม
สาธุ..เจริญพร
หนึ่งปีมีครั้งเดียว
73 วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2010 เวลา 21:18
H-ฮ-H
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
เกิดมาทั้งที ต้องทำดีให้ได้นะ
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
ขออนุญาตนำนักเรียนมาเข้าค่ายธรรมะที่วัดป่าบนเนิน
72 วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม 2010 เวลา 09:51
อ.กอบแก้ว ยลพันธุ์
เป็นนักเรียนโครงการพิเศษ (Intensive English Program) โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก
ระดับ ม.ปลาย จำนวน 40 คน ที่ประสงค์จะฝึกปฏิบัติจริง ๆ
ในช่วงเดือนธันวาคม 2553 หรือ เดือนมกราคม 2554
ขอทราบรายละเอียดตารางของวัดว่ามีช่วงเวลาใดที่ว่างบ้างเจ้าค่ะ
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพยิ่ง
วันออกพรรษา.......คือ...อะไร
71 วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2010 เวลา 19:42
H-ฮ-H
หลังเทศกาลเข้าพรรษาผ่านพ้นไปได้ 3 เดือนวันเสาร์ที่ 23 ที่จะถึงนี้ ก็จะเป็น วันออกพรรษา ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่วัดในช่วงฤดูฝนตลอด 3 เดือนของพระภิกษุสงฆ์ โดย วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า "วันมหาปวารนา" คำว่า "ปวารนา" นั้นแปลว่า อนุญาตหรือยอมให้
วันออกพรรษา พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ที่เรียกว่า มหาปวารณา ใน วันออกพรรษา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ เนื่องจากในระหว่างที่เข้าพรรษาอยู่ด้วยกัน พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข และการให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนก็จะทำให้รู้ข้อบกพร่องของตน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันได้ด้วย พระผู้ใหญ่ก็กล่าวตักเตือนพระผู้น้อยได้ และพระผู้มีอาวุโสน้อยก็สามารถชี้แนะถึงข้อไม่ดีของพระผู้ใหญ่ได้เช่นกัน แม้พระผู้ใหญ่จะมีอาวุโสมากกว่า แต่ท่านก็มิได้สำคัญตนผิดคิดว่าท่านทำอะไรแล้วถูกไปหมดทุกอย่าง เพื่อเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นวิธีการคอยสังวร คือ ตามระวัง ไม่ประมาท ไม่ยอมให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นได้ เหมือนล้อมรั้วไว้ก่อนที่วัวจะหาย ไม่ว่าจะอยู่ในเทศกาลเข้าพรรษาหรือ ออกพรรษา พระท่านจะประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ตามระบอบของพระธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา
ความเป็นมาของการตักบาตรเทโ
สมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม และเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาโดยจำพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสคร การที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหณะ" ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
โดยพิธีตักบาตรเทโวโรหณะในปัจจุบันนั้นจะเริ่มตั้งแต่ตอนรุ่งอรุณ หลัง วันออกพรรษา โดยหลังจากที่พระภิกษุสามเณรลงทำวัตรในพระอุโบสถ พอพระอาทิตย์ขึ้นก็สมมติว่า พระลงมาจากบันใดสวรรค์ ชาวบ้านก็จะใส่บาตรด้วยอาหารหวาน อาหารคาว ข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มมัดจึงเป็นรูปแบบ สัญลักษณ์ของพิธีนี้ เท่าที่อาตมาเคยพบเห็นมา
กิจกรรมที่เราชาวพุทธควรตั้งใจทำในวันออกพรรษา
-ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ
-ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร หรือจัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา
-ร่วม "ตักบาตรเทโว"
-งดการเที่ยวเตร่ ละเว้นอบายมุข รวมทั้งละเว้นการฆ่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์
-ง่ายๆเลยก็คือ ทาน ศีล ภาวนา รักษาไว้ให้มั่นเลย
ประโยชน์ที่เราจะได้จากการปฎิบัติในวันออกพรรษา
เราควรเตือนสติตัวเราเอง ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไปอีกพรรษาหนึ่งแล้ว เวลา3เดือนที่ผ่านมาได้กลืนกินชีวิตมนุษย์มามากแล้ว ให้เรานั้นดำรงค์อยู่ในความไม่ประมาทและหันมาสร้างกุศล
เพราะคนเราส่วนใหญ่มักจะลำเอียงเข้าข้างตนเองเป็นฝ่ายถูก ความผิดของคนอื่นเห็นง่ายส่วนตนเองนั้นความผิดนั้นเห็นยาก นี่แหละสัญชาตญาณของคนเราๆ
เป็นการให้รู้ถึงการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในการเปิดใจซึ่งกันและกัน โดยไม่มีเล่ห์เหลี่ยมลับลมคมในใดๆ ต่อในการคบหาหรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
โยชน์ที่อาตมาว่าน่าจะได้มากที่สุดคือ เราได้รักษา สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ให้มั่นคง เป็นตัวอย่างที่ดี และปลูกฝังให้เด็กๆหรือลูกหลาน ให้รักษาสืบต่อไป....(เราได้บุญมากด้วย)
ดังนั้นใครที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง วันออกพรรษา จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการย้อนมองดูตัวเองว่าได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไว้บ้างหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ปรับปรุงและไม่ทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมอีก....
สติ..รักษาใจ...
สาธุ
......ฮ.....
กราบนมัสการพระอาจารย์ Hack ครับ
70 วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2010 เวลา 23:42
Charoen Thoenburin
เกล้ากระผมระลึกถึงธรรมมะที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์วัดป่าบนเนินท่านเมตตาสอนครับ วันนี้ก็ได้เข้ามาอ่านธรรมมะที่พระอาจารย์ Hack เมตตาสอนไว้ในอินเตอร์เนทจนถึงปัจจุบันครับ ทำให้มีกำลังใจและก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจทั้งทางโลกและทางธรรมครับ สาธุครับ
สามัคคี
69 วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2010 เวลา 11:46
H-ฮ-H
"ความสามัคคีปรองดอง เป็นกำลังอย่างสูงสุดของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในชาติ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรค และทำให้สังคมไทย ร่มเย็นเป็นสุข" พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทานเจกันนะ
68 วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2010 เวลา 15:57
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
มากินเจกัน
67 วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2010 เวลา 15:56
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
เข้าใจ....ไม่เข้าใจผิด
66 วันเสาร์ที่ 09 ตุลาคม 2010 เวลา 20:25
H-ฮ-H
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


เราไม่สามารถ ทำให้คนทั้งโลกเข้าใจเรา
และเราก็ไม่สามารถเข้าใจคนทั้งโลกได้
ที่สุดแล้ว เราต้องเข้าใจตัวเองให้มาก
และยอมรับสิ่งที่คนอื่นๆเข้าใจเรา(ผิด)และโทษเรา
ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
เพราะเราเปลี่ยนคนทั้งโลกไม่ได้
แต..เราเปลี่ยนตัวเราเองได้...
H-ฮ-H
อย่าหยุดเดิน
65 วันพฤหัสบดีที่ 07 ตุลาคม 2010 เวลา 19:53
H-ฮ-H
เราถูกสอนมา แบบสุขนิยมในเชิงบริโภคนิยมว่า ..ต้องได้มาดังใจจึงจะมีความสุข....ตั่งแต่เด็กๆ
จนพวกเราลืมมองไปว่า ในธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดได้ดังใจ

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

ตัวผู้เขียนเองถูกสอนมาโดยหลายสิ่งหลายอย่างรอบๆตัว ให้ไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุด
แต่พอได้มาตามประสงค์ มันก็ยังไม่สมความปรารถนา
มีสิ่งที่ดีกว่ารอข้างหน้าอยู่ร่ำไป จนรู้ว่า
ดีที่สุดนั้นไม่มีจริง แต่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นหรอกที่อาจจะเป็นไปได้
สิ่งที่เรามีอยู่และฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแต่ละคนแล้วก็ได้
ไม่ใช่เพราะว่าเรามีคุณค่าน้อยกว่าคนอื่น มีค่าไม่ควรแก่ “สิ่งดีที่สุด” ที่ใครก็อยากได้
หากเป็นเพราะว่าเรามีค่าเกินกว่าที่จะไปแย่งชิงกับใคร
..แม้ในสิ่งที่ขึ้นชื่อว่า “ดีที่สุด”

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


และวันนี้ เราควรก็เลือกที่จะเดิน
แทนที่จะวิ่งตามใคร..ต่อใคร
เพราะว่านั่นทำให้เราเห็นโลกทั้งใบได้ชัดเจนกว่า
.....H-ฮ-H
สู้ๆ
64 วันเสาร์ที่ 02 ตุลาคม 2010 เวลา 12:56
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
สู้ๆ
63 วันเสาร์ที่ 02 ตุลาคม 2010 เวลา 12:50
*-*บอส*-*
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
เด็กน้อย....
62 วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน 2010 เวลา 20:40
H-ฮ-H
วันหนึ่ง บนเวลาของโลก
ขณะที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ ในวัดป่า หูก็ได้ยินเสียงร้องไห้..ดังมาจาถนนข้างวัด
เสียงร้องไห้ ดังใกล้เข้ามา หลังจากยืนมองอยู่นาน ก็เห็นผู้ชายวัยคุณพ่อคนหนึ่งกำลังปั่นจักรยานผ่านมาตรงหน้า
ตามหลังมาด้วยหนูน้อยเจ้าของเสียงอายุประมาณ 7-8 ขวบ ที่ขานั้น...กำลังปั่นจักรยานคันน้อย
แต่ปาก...ก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ เพื่อหวังจะให้คุณพ่อ หันกลับมาช่วย
.....จากการประเมินสถานการณ์..ตรงหน้า
ก็เลยคิดว่าเด็กน้อยคนนี้น่าจะกำลังอยากถอดใจ เพราะคิดว่าตัวเองคงปั่นจักรยานต่อไปไม่ไหวแล้ว
แต่งานนี้- -ดูเหมือนคุณพ่อจะไม่ใจอ่อนง่ายๆ กลับปั่นจักรยานของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ
ส่วนคุณลูก...ก็ตะเบ็งเสียงต่อไปเรื่อยๆ เช่นกัน จนกระทั่ง อีกอึดใจหนึ่ง คุณพ่อก็เลี้ยวรถกลับมา
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมาย ของความคิดก็คือ คุณพ่อ...ไม่ได้กลับมาช่วย แต่เขากลับมาเพื่อบอกประโยคหนึ่งกับลูกตัวเองว่า “ น้อง......ครับ พ่อว่า ให้ลูกเปลี่ยนจากออกแรงตะเบ็งเสียง มาเป็นออกแรงปั่นจักรยานดีกว่านะครับ”
แล้วคุณพ่อใจเด็ด ก็ปั่นจักรยานต่อไป...
ส่วนลูกชาย...ก็ค่อยๆลดเสียงลง แล้วปั่นจักรยานคันน้อยต่อไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก(หน้าเศร้าๆ)

HHHHHHHHH HHHHHHH HHHHHHHHHHHHH


หลายครั้ง...ที่บางคนอาจเคยทำตัวคล้ายๆกับเด็กน้อยคนนี้ แต่เราจะรู้บ้างมั้ยว่า
ในตัวเรา ก็สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง จาก ‘เด็กน้อย’ เป็น ‘คุณพ่อ’ ได้ในเวลาเดียวกัน
เมื่อไหร่ที่เกิดความรู้สึกว่าตัวเองกำลัง ‘ไม่ไหว’ อยากให้ลองถามตัวเองดูใหม่ว่า
ที่เราบอกว่า ‘ ไม่ไหว ’ นั้นน่ะ เป็นเพราะเรา...แค่ไม่อยากจะสู้รึเปล่า
มีความจริงอันหนึ่งที่หลายคนอาจจะลืม ก็คือ ก่อนที่ทุกคนจะหมดแรงนั้น
ธรรมชาติยังมอบ ‘ กำลังเฮือกสุดท้าย ’ ให้เสมอ
และที่เราไม่หยิบมันออกมาใช้ ก็เพราะเราลืมหรือกำลังเหนื่อยกับการตีโพยตีพายอยู่รึเปล่า
ในทุกปัญหาย่อมมีวิธีคลี่คลายที่ถูกจุดและมีช่วงเวลาแก้ที่เหมาะสม อยู่ที่เราเองเท่านั้น ว่าจะเริ่มต้นเมื่อไหร่
และเปลี่ยนแปลงมันอย่างไร ที่สำคัญอย่ายอมแพ้...ถ้ายังไม่หมดเวลา.ของชีวิต
มีสติ..เพราะความสุขไม่ได้อยู่ที่พรุ่งนี้ แต่อยู่ที่วันนี้ต่างหาก
................ฮ...........
เรื่องจริงไม่ต้องผ่านจอ...
61 วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2010 เวลา 13:05
cha...
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
...
60 วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2010 เวลา 12:57
Miss Bosszaa
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
มนุษย์เดินดิน
59 วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2010 เวลา 12:52
Cha...
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
อย่ารอโอกาส
58 วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2010 เวลา 12:44
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
อดทนไว้ สู้ๆ
57 วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2010 เวลา 12:40
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
น่าเสียดายถ้าไม่อ่าน
56 วันเสาร์ที่ 25 กันยายน 2010 เวลา 21:36
PHRA HacK
ในชีวิตนี้คุณเคย...เสียดาย....อะไรบ้างไหม
บางคนอาจจะ เสียดาย วัน เวลา หรือโอกาศดีๆที่มันผ่านไป
หรือเสียดายที่ไม่ได้ทำอะไรบางอย่า ที่ผ่านมา จนต้องผูดว่า
ถ้าย้อนเวลาได้คงจะดี....
..แต่ไม่มีใคร ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้เลย...
แถมยังใช้เวลาตอนที นึกเสียดาย...ให้มันผ่านไปเสียป่าวๆ
จนต้องเสียดายเวลาอีกรอบสอง....(บางคนไม่รู้ตัว)

...สำหรับคนไทย...ทุกคน..

น่าเสียดาย ที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
แต่เรากลับศรัทธาไสยศาสตร์หัวปักหัวปำ

น่าเสียดายที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนดี
แต่เรากลับมีคนโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง

น่าเสียดายที่เรามีวัดอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน/ตำบล
แต่เรากลับมากด้วยคนขาดจริยธรรมอยู่ทั่วไป

น่าเสียดาย ที่เราสถาปนาประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. 2475
แต่เรากลับมีปฏิวัติ/รัฐประหารมาแล้ว14 ครั้ง

น่าเสียดายที่เรามีมหาวิทยาลัยมากมายติดอันดับโลก
แต่เรากลับโชคร้ายที่คนไทยชอบดูดวงบวงสรวงกัน

น่าเสียดายที่เรามีป่าไม้-แม่น้ำ-ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
แต่เรากลับเทิดทูนการทำลายแทนการรักษา มัน

น่าเสียดาย ที่เรามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
แต่เรากลับเก่ง "การลอกเลียนแบบ" เป็นที่สุดเลย


น่าเสียดาย ที่เรามีกฎหมาย
แต่เรากลับปล่อยให้มีการใช้กฎหมู่จนเป็นเรื่องธรรมดา

น่าเสียดาย ที่เรามีหนังสือมากมายหลายพันเล่มในห้องสมุด
แต่สถิติสูงสุดคือเราอ่านหนังสือกันปีละ8 บรรทัด (เศร้ามาก)

น่าเสียดายที่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อนประเทศในโลกที่สาม
แต่เรากลับเสื่อมทรามเพราะใช้ส่งภาพถ่ายคลิปโป๊และเล่นเกมส์

น่าเสียดายที่เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง
แต่เรากลับจ้องจะดูแต่ละครน้ำเน่า

น่าเสียดาย ที่เรามีพ่อแม่อยู่ในบ้าน
แต่เรากลับปล่อยให้ท่านอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา

น่าเสียดายที่เราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้
แต่เรามัวแต่ว่าตัวเอง

น่าเสียดายที่เราเป็นอิสระจากความอยากได้
แต่เรากลับพึงใจอยู่กับการสนองความอยาก

น่าเสียดาย ที่เราบรรลุนิพพานได้ในชาตินี้
แต่เรากลับยินดีอยู่แค่การอ้อนวอนแต่การขอ

น่าเสียดาย...ถ้าคุณอ่านแล้ว..ไม่ได้คิดตาม.
และนำไปใช้.
..น่าเสียดายที่สุด..น่าเสียดาย..ถ้าเรามัวแต่ นั่งเสียดาย.
...ฮ...
ฝนตก....รถติด..โคลน... ทำอะไรไม่ได้เลย...ได้แต่ทำใจ
55 วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2010 เวลา 20:13
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
วาเรนทร์
54 วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2010 เวลา 22:21
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
แค่นั้นเอง
53 วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2010 เวลา 22:15
PHRA HacK
เมื่อสามอาทิตที่ผ่านมา...ผู้เขียนเองได้ข่าว จากคนรอบข้าง ที่รู้จักกันว่ามีญาติที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับหลายรายมาก แต่ไม่มีโอกาศไปร่วมงานเลย วันนี้มีโอกาศได้ไปร่วมงานศพมา ส่วนตัวเองได้สติและข้อคิดกลับมาเต็มย่าม เพราะมีโอกาศได้ มองดูศพแบบไกล้ๆ
ถ้าศพพูดได้คงจะพูดว่า ". ..ดูฉันบ้างเถอะ ตอนเกิดฉันมามือเปล่า ถึงคราวตายฉันก็ไปมือเปล่า เอาอะไรไปไม่ได้เลย คงเหลือไว้แต่ความดี-ความชั่ว ให้คนข้างหลังได้กล่าวถึง..."

แต่ว่าศพพูดไม่ได้ พระที่สวดก็ไม่ได้เตือนให้คนคิด รดน้ำศพแล้วก็ไปเมากัน กินเหล้ากินเบียร์ เล่นการพนัน พระสวดอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง สวดตั้งสี่จบ คนก็นั่งพนมมือ หันหน้าคุยกัน สุดท้ายก็รอดูว่างานวันนี้จะเลี้ยงอะไร

ศาสนาไม่ได้เสื่อม หลักคำสอนของพระพุทธเจ้ายังคงนำมาใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย แต่เป็นเพราะคน ที่ห่างเหินและมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป หันไปให้ความสำคัญกับวัตถุนิยม วัดค่าของชีวิตด้วยทรัพย์สินเงินทองมากกว่าคุณงามความดี

ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่จะหันกลับมาสะสมความดีแข่งกัน เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ และเป็นของขวัญให้กับ...ชีวิต หลังความตาย...
...ถ้าผูดถึงความตายหลายคนคิดว่าเป็นสิ่งอัปมงคล..
..แต่ความตายเราควรระลึกถึงทุกลมหายใจเข้า ออก.ด้วยความไม่ประมาท..นั่นคือสิ่งมงคลของชีวิต....
....ฮ...
ดูกายดูใจ
52 วันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2010 เวลา 17:20
โยมหนุ่ม
กราบนมัสการครับ ท่านแฮกส์
พรุ่งนี้ ยังมีหวัง
51 วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2010 เวลา 12:27
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
มุ่งมั่น สู้ต่อไป
50 วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2010 เวลา 12:24
บอส โรงเรียนวัดคุ้งยางใหย่
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
ยิ้ม................
49 วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2010 เวลา 12:20
บอส
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
สุขนะ
48 วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2010 เวลา 05:17
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
อาหารกายคืออาหาร อาหารรจิตคือ ความสงบ
47 วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2010 เวลา 05:01
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
อย่าท้อ
46 วันเสาร์ที่ 11 กันยายน 2010 เวลา 22:03
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
หัดเดิน
45 วันเสาร์ที่ 11 กันยายน 2010 เวลา 21:59
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
ปริญญาสองใบ
44 วันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2010 เวลา 09:29
PHRA HacK
วันนี้ได้เจออาจารย์ท่านหนึ่ง มาทำบุญด้วย
อาจารย์ท่านนี้กำลังจะจบปริญญาโท
ก็มีเรื่อง ชายคนหนึ่ง มาเสนอเป็นข้อคิด สำหรับคนทำงาน(เรียนสูงๆ)

มีดาราคนหนึ่งในประเทศไทยซึ่งมีชื่อดังมาก
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ชายคนนั้นชื่อว่า ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร
ชายคนนี้เรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู ว่าสะอาดจริงมั้ย
พอเรีบนจบก็กลับมาเมืองไทย ก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
จะมีแฟนมีต้องจีบดาวมหาวิทยาลัยเลย (ต้องให้ดีที่สุด)
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ ต้องเขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อ แกเสนอแผนที่สาม
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป
ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บ เป็นระยะสุดท้ายเลย (จริง ๆ )
ที่จริงก็มีคนเตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน (บันทึกชีวิตแก ก่อนจะเสียชีวิต) แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลแก
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า
พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
ปริญญาใบที่หนึ่ง ' ปริญญาวิชาชีพ ' เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น
พูดง่าย ๆ ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง
แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ แต่ ' ปริญญาวิชาชีวิต '
ปริญญาใบที่สอง ' ปริญญาวิชาชีวิต ' คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง

ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
บ้าน รถ มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง
ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
.............................
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกทีก็ทำจนล้มเจ็บ ไม่ดี เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา มันไม่ใข่เงินทองอะไรหรอก
ในสมัยพุทธกาล เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด ชึ่งบางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็บอกว่าหน้าทีา การงานที่ดีๆ
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ
สาธุ
............ฮ............
วัดป่าบนเนิน-สำนักสงฆ์บุญประดับวนารม
43 วันอังคารที่ 07 กันยายน 2010 เวลา 22:04
พระแฮ็ก
ท่านสามารถดูรายละเอียด-ร่วมบุญ...วัดป่าบนเนิน และ สำนักสงฆ์บุญประดับวนารามได้ที่
http://www.watpabonnern.com/
จงมีสติ....อยู่กับปัจจุบัน
42 วันอังคารที่ 07 กันยายน 2010 เวลา 21:58
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
คำสอน
41 วันจันทร์ที่ 06 กันยายน 2010 เวลา 22:42
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
สำหรับคนเบื่อ(งาน)
40 วันจันทร์ที่ 06 กันยายน 2010 เวลา 22:40
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
ถ้าเราปล่อยวาง....เราก็ ว่าง...
39 วันจันทร์ที่ 06 กันยายน 2010 เวลา 22:34
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
อภัย(มณี)
38 วันจันทร์ที่ 06 กันยายน 2010 เวลา 22:31
PHRA HacK
วันนี้มีโอกาสได้เจอโยมผู้ชายคนหนึ่ง มีโอกาสได้รับฟังเรื่องราวของชายคนนี้(เป็นปัญหาทางใจของเขา แต่มันเกี่ยวข้องกับสถานที่ๆเราอยู่)จึงมีคำถามขึ้นมาว่า
หากเราให้ความรัก ความไว้วางใจ ช่วยเหลือใครสักคน แต่ภายหลังเขากลับไปคบคิดกับคนอื่นให้ร้ายเรา พูดถึงเราในทางที่เสียหาย จนคุณต้องได้รับความอับอาย หรือทำร้ายเราให้เจ็บปวด(ทางใจ) แล้วเราจะให้อภัยเขาคนนั้นได้ไหม.........?
คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ที่ได้คือ......ไม่มีทาง...หรือไม่ก็
.....ให้อภัยได้ ถ้าคนนั้นได้รับโทษอย่าสาสมเสียก่อน
คนเราหรือ(มนุษย์)มีแนวโน้มในจิตใจแต่กำเนิดที่จะโต้ตอบทางลบมากขึ้นต่อคนที่แสดงออกทางลบต่อเรา ธรรมชาตินี้เองเป็นที่มาของการแก้แค้นกันและตอบโต้กันจนไม่รู้จบสิ้น จึงมีแนวโน้มให้เกิดวงจรการล้างแค้น ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราพบเห็นตัวอย่างการโต้ตอบที่รุนแรงมากมายในสงครามและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
การให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยตัดและลดทอนการแก้แค้น ซึ่งมีแต่จะเพิ่มความสูญเสียทั้งสองฝ่าย
ความจริงแล้วการให้อภัยกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ให้อภัยเอง เพราะการให้อภัยคือการปลดปล่อยตนเองจากซากอดีตที่เจ็บปวดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
อาตมา จึงอยากชวนท่านผู้อ่าน(ทียังมีความโกรธ ต่อผู้อื่นอยู่)ได้ทบทวนไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งและตั้งใจอย่างแน่วแน่ เพื่อที่จะช่วยกันปลดปล่อยความเคืองแค้นที่ยังฝังใจ เพื่อให้จิตใจได้รับอิสรภาพและเกิดความสุขสงบทางใจ
“ ผู้ที่อ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใครได้ เพราะการให้อภัยได้นั้นนับเป็นความเข้มแข็งแท้จริง ”
......ฮ.....
บุญ
37 วันจันทร์ที่ 06 กันยายน 2010 เวลา 21:58
PHRA HacK
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
เมื่อเราโต........
36 วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2010 เวลา 20:20
PHRA HacK
เมื่อเราโตขึันเป็น(โตจริงๆนะ)ผู้ใหญ่ เป็นครู เป็นพ่อแม่
มีลูกน้อง มีลูกศิษย์ มีลูก
สมมติว่าเราเป็นพ่อแม่มีลูก(แล้วกัน)
เมื่อลูกทำผิดจริง ๆ แล้วเราโกรธ ใจร้อน อย่าเพิ่งสอนลูกนะ
สอนใจตัวเองให้ระงับอารมณ์ร้อน ให้ใจเย็น ใจดี
มีเมตตาก่อน จนรู้สึกมั่นใจว่าใจเราพร้อมแล้ว
และดูว่าลูกพร้อมที่จะรับฟังไหม ถ้าเราพร้อม
แต่ลูกยังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องพูด เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร(แน่ๆ)
เราพร้อมที่จะสอน เขาพร้อมที่จะฟัง
จึงจะเกิดประโยชน์เป็นการสอน
ถ้าเราสังเกตุดู บางครั้งใจเรารู้สึกเหมือนอยากจะสอน
แต่ความเป็ฯจริงแล้วเราเพียงอยากระบายอารมณ์ของเรา
สิ่งที่เราพูดแม้เป็นเรื่องจริง แต่ก็แฝงด้วยความโกรธ
เพราะยังเป็นความใจร้อน มีตัณหา
ถ้าใจเราโกรธ พูดเหมือนกัน พูดคำเดียวกัน นั่นคือโกรธ
ถ้าใจเราดี ใจเขาดี คำพูดของเราเป็นประโยชน์ นั่นคือ
สอน
เมื่อเราอยู่ในสังคม สิ่งที่ต้องระวังคือ หากเห็นใครทำผิด
อย่ายึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกและความคิดของตน
อย่ายินดี อย่ายินร้าย ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน
พยายามอบรมใจตนเองว่า
ธรรมชาติของคนเรา มักจะมองข้ามความผิดของตนเอง
ชอบจับผิดแต่คนอื่น
:
เรามักทุ่มใจ ไปอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดี ยินร้าย
พยายามรักษาใจเย็น ใจดี ใจกลาง ๆ
ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าเขา
แต่ความรู้สึกของเรามักจะมากกว่าเขา
และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลยน่ากลัวจริง ๆ
สังเกตุดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโหว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก

ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม....ก็อาจจะไม่

เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ
อย่าเชื่อความรู้สึกให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลาง ๆ ไว้
:
อย่าเชื่อความรู้สึก

อย่าเชื่ออารมณ์
อย่ายินดียินร้าย
แล้วใจเราจะสบาย สบาย แล้วก็ สบาย
เราต้องใช้ความพยายามนะ
มันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่มันยากสำหรับคน(บางคน ที่ไม่คิดจะทำ 55)
..สาธุ.........ฮ......
ไม่มีอะไร.....................
35 วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 19:31
PHRA HACK
โลกกลมๆใบนี้ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ


อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง


คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย


ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ


ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น


ในโลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีคำว่าแน่นอน


ความปราถนาอย่างแรงกล้า นั่นแหละคือเหตุผล


คนเราเมื่อม้าตาย ก็ต้องลงเดิน


คนเราจะไม่ต้องใช้สมองเลย ถ้าพูดแต่ความจริง


ท้อแท้ได้แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้แต่อย่าริษยา พักได้แต่อย่าหยุด


ถ้าคุณไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร


ปัญหาทุกอย่าง ล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น


หนทางยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ


อย่ายอมแพ้ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่


จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์


ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป


หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใส


(ฝนตกผ่านไป น้ำย่อมท่วมทุ่ง)
...........ฮ.....
ความเจ็บไข้ไม่สบาย(ถึงคนที่กำลังป่วย.......)
34 วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 19:23
PHRA HACK
พระพุทธองค์ทรงแนะนำสั่งสอนเรื่อง ความตายกับความเจ็บไข้ไม่สบาย มีความสำคัญว่า


๑. ถ้าร่างกายไม่ดี ให้พิจารณามรณานุสสติ บวกอุปสมานุสสติถูกต้องแล้ว เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต เพราะความตายอาจเกิดขึ้นได้ในทุกๆขณะจิต และที่คิดว่าไม่รู้จักดิ้นรนไปทำไมเพราะทุกชีวิตมีความตายเป็นของธรรมดา จุดนั้นก็เป็นการถูกต้องแล้ว เพราะคนไม่ตายไม่มีในโลก และที่ตั้งใจปลอบจิตตนเองไม่ให้หวั่นไหวในความตายด้วยอุบายว่า ถ้าไม่ตายก็ไปพระนิพพานไม่ได้ คนไปพระนิพพานได้ก็คือคนที่ตายแล้ว ไม่ ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกจุดนี้ก็ถูกต้อง เพราะฉะนั้นให้รักษาอารมณ์จิตให้แน่วแน่อยู่เสมอๆ มิใช่จักมาทำเอาเฉพาะที่ร่างกายมันป่วยหนักเท่านั้น


๒. ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่ามีความประมาทในชีวิต อาการ เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นการบอกเตือนให้ระลึกถึงร่างกายตามความเป็นจริง โดยให้พิจารณารูป เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ว่าไม่เที่ยง และไม่ใช่เรา มิใช่ตัวตนของใคร ปล่อยวางให้สบายๆ การรักษาให้ยาก็จำเป็นที่จักต้องรักษาเพื่อบรรเทาทุกขเวทนาชั่วคราว มิใช่รู้ว่าไม่ใช่เราแล้วปล่อยช่างมัน ไม่รักษา ทุกขเวทนายิ่งเบียดเบียนหนักยิ่งขึ้น ทุกอย่างจักต้องอาศัยปัญญา

๓. ร่างกายไม่มีแก่นสารก็จริงอยู่ แต่การระงับทุกขเวทนา มีความจำเป็นอย่างยิ่งแก่ร่างกาย สภาวะของจิตใจก็เช่นกัน ถ้าปล่อยให้ทุกขเวทนาเบียดเบียนมาก ก็ทำความทุกข์ทรมานให้เกิดแก่จิตใจมากเช่นเดียวกัน ดังนั้นจงพยายามปลดทุกข์ให้มาก หรือระงับเวทนาได้ด้วยสติ-ปัญญา แต่มิใช่การคิด การคาด การเดาเอาเอง จักต้องอาศัยคำสอนของพระตถาคตเจ้า คือพระธรรมที่มีพุทธบัญญัติอยู่แล้ว ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั่นแหละจึงพ้นทุกข์ได้ นอกเหนือจากนั้นมิใช่คำสอนของพระตถาคตเจ้า และจงจำหลักทุกอย่างในไตรภพ ไม่มีอันใดเที่ยง ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง มีการอนัตตาไปในที่สุด แล้วทุกอย่างก็พังสลายตัวไปหมด ยึดเมื่อไหร่เป็นทุกข์เมื่อนั้น จักพ้นทุกข์ก็จักต้องประพฤติตามโลกุตรธรรม ธรรมที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อการปล่อยวาง เพื่อการพ้นจากไตรภพ พวกเจ้ามุ่งหวังการไม่เกิด ก็จงหมั่นดูกาย วาจาใจ ของตนให้บริสุทธิ์อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา หรืออริยมรรค ๘ นั่นแหละ


๔. ชีวิตสุขภาพของร่างกาย ย่อมกำหนดไม่ได้ที่จักให้เที่ยงแท้หรือแน่นอน เพราะมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดูแต่กระแสของจิตหรือที่เรียกกันว่าอารมณ์ ฝึกแล้วฝึกอีกก็ยังยากที่จะกำหนดได้ การฝึกฝนร่างกายอย่างนักกีฬา ก็ฝึกฝนได้เพียงชั่วขณะหนึ่ง แต่ไม่ช้าไม่นานเมื่อวัยมากขึ้น โรคและชราก็มาเยือนร่างกายนี้ให้แปรปรวนให้ทรุดโทรมลง ต่างกับจิตใจ ยิ่งฝึกยิ่งเข็มแข็ง ยิ่งมีความอดทนผ่องใสยิ่งกว่าอื่นใด ไม่ได้ทรุดไม่ได้โทรมเหมือนกับร่างกาย ความ สำคัญอยู่ที่ว่า เวลาฝึกฝนจิตใจให้อดทนเข็มแข็งนั้นเพียงพอหรือยัง หากยังไม่เพียงพอ ต้นเหตุก็เพราะจิตนั้นยึดเกาะเวทนาของร่างกายมากจนเกินไป ให้พยายามใช้ปัญญาเป็นตัวปลด จึงจักปล่อยวางได้ การที่จักดูว่าปล่อยวางได้หรือไม่ได้ ก็เอาเวทนาที่เกิดขึ้นของร่างกายนี่แหละเป็นตัววัด


๕. อย่ากังวลเรื่องสิ่งของ เพราะเป็นปกติธรรมของการเกิดเป็นมนุษย์ ไม่หาก็ไม่มีเครื่องอยู่ เมื่อหาแล้วคำว่าพอดี ก็ไม่ค่อยจักมี ส่วนใหญ่ให้รู้สึกขาดและเกินพอดีมากกว่า การนึกเบื่อนั้นนึกได้ แต่เป็นความเบื่อผสมกับความทุกข์ เพราะไม่ได้ใช้ปัญญา จักต้องเบื่อแล้วปล่อยวาง เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ทุกข์นั่นแหละ จึงจักเป็นการวางอารมณ์ที่ถูกต้อง


๖. ให้พิจารณาอารมณ์ของจิต ให้ ทราบอารมณ์ของจิตว่า ที่มีความอึดอัดขัดข้องอยู่นี้ เป็นด้วยเหตุประการใด อย่าให้โมหะจริตหรือวิตกจริตเข้าครอบงำดวงจิตให้มากจนเกินไป พิจารณาให้ลงตัวให้ได้ แล้วจิตจักมีความสุขเกิดขึ้นได้ อย่าให้ความกังวลใดๆมาเป็นตัวถ่วงความเจริญของจิต ให้รู้ว่าจิตที่เสื่อมมีอะไรเป็นต้นเหตุ ให้รู้ว่าจิตที่เจริญมีอะไรเป็นต้นเหตุเช่นกัน อย่าให้จิตตกอยู่ในกระแสของโลกนานเกินไป พยายามให้จิตอยู่ในโลกพระนิพพานนานเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น


๗. อนึ่งการเจ็บไข้ได้ป่วยนี่แหละเป็นการวัดกำลังใจของตนเอง อัน ที่จักปล่อยวางร่างกายได้ขนาดไหน การดูแลรักษาจำเป็นต้องมีเพื่อระงับทุกขเวทนา แต่ในขณะเดียวกัน จิตจักวางความกังวลในร่างกาย ความรู้สึกเหมือนกับเราดูแลเด็กไปตามหน้าที่ แต่ความห่วงใยวิตกกังวลในเด็กนั้น ไม่มี เด็กจักเป็นอย่างไรก็เรื่องของเด็ก อารมณ์มีความสุข ความเดือดร้อนทุกข์ใจนั้นไม่มีเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่การพิจารณาร่างกายให้เห็นตามความเป็นจริง เอาจิตเข้าไปยอมรับนับถือร่างกายว่าเป็นอย่างนี้ เราคือจิตไม่สามารถฝึกฝนหรือบังคับร่างกายไม่ให้แก่ไม่ให้ป่วยได้เลย แล้วในที่สุดมันก็ตาย พิจารณาให้ลงตัวให้จิตเป็นเอกัตคตารมณ์ จิตจึงจักคลายหรือวางความวิตกกังวลลงได้


๙. ให้อดทนเข้าไว้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นให้อดทน ถือว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ทนไม่ได้ก็ต้องทน แล้วพยายามมีสติปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง พยายามปลดทุกข์ออกจากจิตให้ได้มากที่สุด โดยใช้ปัญญาพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่าฝืนธรรม อย่าฝืนโลก แล้วจิตจักเป็นสุข


๑๐.ร่างกายที่เห็นอยู่ในปัจจุบันอย่า ไปคิดว่ามันจักทรงตัวอยู่อย่างนี้ตลอดไป ให้คิดพิจารณายอมรับนับถือตามความเป็นจริงว่า ร่างกายมันเสื่อมลงไปทุกวัน หาความจีรังยั่งยืนอะไรไม่ได้ แล้วให้สังเกตอารมณ์ของจิต มักจักฝืนความจริงอยู่เสมอ จิตมันถูกกิเลสหลอกว่าร่างกายจักดีอยู่เสมอ และแม้ว่าขณะป่วยๆอยู่นี่แหละกิเลสมันยังจักหลอกว่า พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ทนเอาหน่อย ประเดี๋ยวก็หายป่วย จิตมันไม่เคยคิดว่า วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ร่างกายมันอาจจักตายก็ได้ หรือบางขณะคิด แต่จิตก็หาน้อมยอมรับนับถือตามที่คิดก็หาไม่ มันคิดว่าหายากิน แล้วก็เป็นผลดีหายป่วยแน่ๆนี่แหละสอบอารมณ์จิตไว้ให้ดีๆ จิตมันหลอกเก่งมาก การเตรียมพร้อมที่จักไปพระนิพพาน จักต้องเห็นร่างกายพังได้อยู่ตลอดเวลา ร่าง กายของตนเอง ของบุคคลอื่น สัตว์ วัตถุธาตุพังหมดไม่มีเหลือจิตจักต้องมีอารมณ์คลายจากการเกาะยึดสิ่งเหล่านี้ ปลดจากอารมณ์ยึดมั่นถือมั่นว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความทรงตัว นั่นแหละจึงจักไปพระนิพพานได้ จงอย่าท้อใจ และจงอย่าละความเพียร ในเมื่อต้องการจักไปพระนิพพาน ก็ต้องจักทำให้ได้ตามนี้


๑๑. อย่าตีตนไปก่อนไข้ แต่การที่ไม่ประมาทนั้นเป็นของดี เพราะชีวิตของเรานั้นสั้นนิดเดียว ให้พิจารณาชีวิตตามความเป็นจริงแล้ว จักเห็นสิ่งที่เป็นความตายแฝงอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก แต่ในยามปกติร่างกายอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุ ๔ คนเราจึงไม่มีความรู้สึกตามความเป็นจริง มีแต่ความรู้สึกสบาย ไม่เคยว่ามันจักแปรปรวน ทั้งๆที่ร่ายกายก็แปรปรวนของมันอยู่เป็นปกติตลอดเวลา ความโง่เข้ามาบดบังจิต ทำให้มองความจริงไม่เห็นต่อไปนี้จักต้องดูให้มากๆ เมื่อถึงเวลาละร่างกาย จิตจักได้ปล่อยวางได้


๑๒. อย่าประมาทต่อการสร้างความดี ให้ทำจิตให้มั่นคงไว้เสมอ ทำอะไรไม่หวังผลตอบแทน นอกจากพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น ให้โจทย์จิตเอาไว้อยู่เสมอ มองชั่วแก้ชั่วเท่านั้น ความดีก็จักเข้ามาถึงเอง เรื่องประการอื่นๆจงอย่ากังวลและอย่าห่วงใยให้มากนัก ทุกอย่างให้ทำเป็นหน้าที่เท่าที่ยังมีชีวิตอยู่นี้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จัก ทำได้ นอกเหนือจากนั้นก็รักษากำลังใจให้เสมอต้นเสมอปลาย อย่าท้อแท้ เพราะอุปสรรคทั้งหลายที่เข้ามาทดสอบจิตนี้แหละเป็นครู


๑๓. “รักษากาย วาจา ใจ ให้เป็นสุข มีความผ่องใสให้แน่วแน่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างทำเพื่อพระนิพพาน การทำเพื่อพระนิพพาน คือการกระทำกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกรอบของศีล สมาธิ ปัญญา แล้วใครที่ไหนอื่นก็ไม่สำคัญเท่ากับกาย วาจา ใจ ของตนเอง อย่า ไปเพ่งโทษตำหนิใครที่ไหนอื่น ให้เพ่งโทษตำหนิ กาย วาจา ใจของตนเองเข้าไว้ จักได้ประโยชน์กว่า เรื่องกฎของกรรมไม่มีใครเขาทำเราไว้หรอก มีแต่ตัวของเราเองทำเอาไว้มาแต่อดีตทั้งสิ้น ให้พิจารณา แล้วจงยอมรับนับถือในกฎของกรรมพยายามรักษา กาย วาจา ใจ ให้มั่นคง อย่าได้ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงที่เข้ามารุมเร้า รักษากำลังใจให้ตั้งมั่น จักอดทนต่อทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาตินี้จุด เดียวเท่านั้น เป็นใครจักเป็นอย่างไรอย่าสนใจ


๑๔. ร่างกายที่เห็นๆเป็นของใครก็ไม่รู้ ดูให้ถนัดๆจักเห็นสภาวะธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีอากาศธาตุและวิญญาณธาตุเข้ามาอาศัยอยู่เท่านั้นเป็นสมบัติของโลก ถ้าหากยังหลงติดอยู่ในร่างกาย ก็เท่ากับถูกจองจำอยู่ในโลกไม่มีที่สิ้นสุด ไปๆ มาๆ เกิดๆดับๆอยู่กับร่างกาย ไม่มีที่จักหลุดพ้นออกไปได้ ในเมื่อพวกเจ้าต้องการที่สุดของตัณหา ก็จงพิจารณาร่างกายให้ปรากฏชัด ถึงอาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งเหล่านี้เป็นของใคร ของเราหรือ ยึดได้ไหม ให้พิจารณา อย่าสักแต่ว่ารู้อย่างเดียว จิตยังไม่แจ้งแทงตลอด จิตรู้แต่ก็ยังไม่วางร่างกาย ยังคงยึดมั่นถือมั่นอยู่ จักต้องให้แจ้งแทงตลอดขึ้นมาในจิตนั่นแหละ จึงจักวางร่างกายลงได้อย่างสนิท

๑๕. เรื่องของร่างกายให้หมั่นดูเอาไว้อยู่เสมอ จัก ได้ปัญญาเกิดขึ้นกับจิต มิใช่ท่องจำเอาเป็นเพียงสัญญา รู้สึกเพียงแต่ว่ารู้ แต่ปล่อยวางอะไรไม่ได้เลย ให้มองชีวิตและร่างกายที่เห็นอยู่นี้มันคืออะไรกันแน่ เป็นของเราหรือเป็นของใคร มันมีความเที่ยงแท้แน่นอนหรือ ควรยึดถือหรือไม่ควรยึดถือ ให้ดูให้ชัด จักต้องฝึกสติสัมปชัญญะ ค่อยๆหัดดู อันจิตนี้มันชินกับกิเลสมารมานาน ร่างกายชีวิตมันหลอก หรือว่าจิตของเรามันหลอก ดูให้ชัดๆ หมั่นดูบ่อยๆ จึงจักวางอุปทานขันธ์ลงได้ ต้องค่อยๆเป็นไป แต่จักต้องฝึกจิตให้มันดูร่างกาย พิจารณาชีวิตให้เห็นถึงที่สุดของความทุกข์นั่นแหละจึงจักวางทุกข์ลงได้ อย่า ใจร้อน ให้ค่อยๆฝึกจิตไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็จงอย่าแชเชือนปล่อยปละละเลยกรรมฐาน จนไม่มีอะไรก้าวไปข้างหน้า ดีไม่ดีก็จักถอยหลังเข้าคลองเสียอีก ให้ดูอารมณ์จิตเอาไว้ด้วย


๑๖. ดูร่างกายที่มันเสื่อมลงไปทุกวัน ทรุดโทรมลงไปทุกวัน นี่แหละคือความจริงของร่างกาย ซึ่งทุกรูปทุกนามเหมือนกันหมด ไม่มีใครสามารถหนีความจริงไปได้ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้ดูร่างกายตามความเป็นจริงอยู่เสมอ พิจารณาให้เห็นอยู่เนืองๆ กล่าวคือเห็นจนกระทั่งจิตวางร่างกายให้เป็นไปตามกฎธรรมดา การอยู่จักต้องรักษาไปตามหน้าที่ แต่ถ้าหากตายจิตก็ไม่ผูกพันพร้อมที่จักปล่อยวางในทันทีทันใด จุด นี้เป็นจุดสำคัญมาก ถ้าหากไม่ก้าวผ่าน การไปให้ถึงซึ่งพระนิพพานก็เป็นของยาก พิจารณาเข้าไว้วันละเล็กวันละน้อย ให้จิตมันชินอยู่กับการพิจารณาร่างกาย ทำบ่อยๆ คือ พยายามฝึกจิตให้เห็นร่างกายตามความเป็นจริงจิตจักคลายความเกาะติดร่างกายไป ได้ทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดจักปล่อยวางร่างกายลงได้สนิท อย่าทิ้งความพยายาม ทำไปแล้วจักเห็นผลที่ได้เอง



ข้อพิจารณา
๑. ธรรมของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัส ล้วนผูกพันเกี่ยวเนื่องโยงถึงกันได้หมด จะตรัสพระธรรมจุดใดที่ไหน เป้าหมายก็เพื่อให้จิตละปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในร่างกายขันธ์ ๕ ว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา หรือวางอุปาทานขันธ์ให้ได้ ด้วยอุบายทางธรรม เพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างถาวร คือพระนิพพานทั้งสิ้น


๒. ทรงให้หาความจริงที่ร่างกายให้พบ ด้วยจิตของตนเอง ด้วยความเพียรอย่างยิ่งจนกระทั่งจิตยอมรับความเป็นจริงแล้ววางอุปาทานขันธ์ ได้ในที่สุด


๓. คำสั่งสอนมีมากถึง ๘๔๐๐๐พระธรรมขันธ์ ทุกตอนล้วนกล่าวเรื่องกายกับจิตทั้งสิ้น ทุกคนที่เกิดมาต่างก็มีกายกับจิตด้วยกันทุกคน การปฏิบัติจึงเน้นให้ฝึกจิตตนเอง ให้รู้ความจริงของร่างกายของตนเอง อย่าไปยุ่งกับกายและจิตของผู้อื่น พระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น (ทุกข์อย่างถาวร) ล้วนอยู่ที่กายเรา จิตเราทั้งสิ้น ใครไปหาธรรมนอกกายตัว นอกจิตตัว ถือว่ายังไม่เข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์อย่างแท้จริง


๔. พระธรรมที่ยกมา ๒ ตอนนี้ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อละอุปาทานขันธ์ หรือละสักกายทิฏฐิ หรือเพื่อความไม่ประมาททั้งสิ้น
ด้วยความหวังดี.......ฮ.
"การมีสติ"
33 วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2010 เวลา 19:16
มนตรี โอภาพงพัน์
กราบ นมัสการท่านพระครูอุดร-พระอาจารย์จาตุรนต์-พระอาจารย์แฮ็คค่ะและพระอาจารย์ทุกรูปที่จำวัดอยู่ที่วัดป่าบนเนิน พักนี้ก็ไม่มีเวลา สนทนาธรรมกับท่านแต่ก็ ปฎิบัติธรรมอยู่ตามสมควรตอนนี้ก็พอรู้แล้วว่าความสุขที่แท้จริงแล้วคือตามทันจิตตามความรู้สึกดูมันเช่นรู้สึกว่าโมโหถ้าเราหยุดมันได้ตั่งแต่เริ่มเเรกมันก็ไม่ปรุงแต่งไปไกลพอเรารู้ทันจิตจิตใจก็จะไม่ปรุงแต่งรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่จีรังมีเกิดขึ้น-ตั่งอยู่-แล้วก็ดับไป จิตเริ่มนิ่งบ้างแล้วค่ะแล้วก็มีความสุขกับการปฏิบัตธรรมมากค่ะตอนนี้เข้าพรรษาไม่ได้ไปวัดป่าบนเนินแต่ก็ไปนอนที่วัดแก้วทุกวันพระค่ะทุกอย่างเย็นลงสมองไม่ปรุงแต่งไม่ไปตามแรงลมรู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่าของเราแท้จริงแล้วมันคือสมบัติของโลก ตอนนี้รู้ว่ามีสติขึ้นมากค่ะมองคนมองโลกมองชีวิตเข้าใจเลยล่ะค่ะขอเชิญทุกท่านที่อ่านมาปฎิบัติธรรมกันนะคะ
ความดีทำได้ทุกคน ทุกเวลา
32 วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2010 เวลา 11:12
บอส โรงเรียนวัดคุ้งยางใหญ่
"...การทําความดีนั้น โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจและความต้องการของมนุษย์ จึงทําได้ยาก และเห็นผลช้า แต่ก็จําเป็นต้องทํา เพราะหาไม่ ความชั่ว ซึ่งทําได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่ แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว..."
สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต
31 วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2010 เวลา 11:10
บอส ศิษย์พระอาจารย์แฮก
สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิดคือการได้ทำความดี
ซึ่งการทำความดีสามารถทำได้หลายอย่างดังนี้คือ
1.นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ15นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้)

อานิสงส์ --- เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า

เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย

จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ

ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน

ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง

เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล


2.สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน

อานิสงส์ ---เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า

เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว

แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา,พระคาถาชินบัญชร, พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น

เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง


3.ถวายยารักษาโรคให้วัด,ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์

อานิสงส์ --- ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา

สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า

ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา


4.ทำบุญตักบาตรทุกเช้า

อานิสงส์ --- ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร

ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์


5.ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน

อานิสงส์ --- เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศ

สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้

ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน


6.สร้างพระถวายวัด

อานิสงส์ --- ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข

ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป


7.แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย9วันขึ้นไป

อานิสงส์ --- ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่

ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร

สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา

จิตเป็นกุศล


8.บริจาคเลือดหรือร่างกาย

อานิสงส์ --- ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ

ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา

ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง


9.ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ

อานิสงส์ --- ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต

ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น

หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส

เป็นอิสระ


10.ให้ทุนการศึกษา,บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ,อาสาสอนหนังสือ
อานิสงส์ --- ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา
ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม


11.ให้เงินขอทาน,ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม)
อานิสงส์ --- ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก
เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง
จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน


12.รักษาศีล5หรือศีล8
อานิสงส์ --- ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปักรักษา อานิสงส์



10ข้อของการไม่กินเนื้อสัตว์
1. เป็นที่รักของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
2. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น
3. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้
4. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
5. มีอายุมั่นขวัญยืน
6. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทพทั้งปวง
7. ยามหลับนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล
8. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน
9. สามารถดำรงอยู่ในกระแสพระนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสูอบายภูมิ
10. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตจะมุ่งสู่สุคติภพ



อานิสงส์การจัดสร้างพระพุทธรูปหรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนเป็นกุศลดังนี้
1. อกุศลกรรมในอดีตชาติแต่ปางก่อน จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ
2. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง สรรพภยันตรายสลาย ปวงภัยไม่มีคนคิดร้ายไม่สำเร็จ
3. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติแต่ปางก่อน เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้วก็จะเลิกจองเวรจองกรรม
4. เหล่ายักษ์ผีรากษส งูพิษเสือร้าย ไม่อาจเป็นภัยอยู่ในที่ใดก็แคล้วคลาดจากภัย
5. จิตใจสงบ ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล รุ่งเรืองก้าวหน้าผู้คนนับถือ
6. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏ (เกินความคาดฝัน) ครอบครัวสุขสันต์
วาสนายั่งยืน
7. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา หนี้สินจะหมดไป
8. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หายเข็ญ
สตรีจะได้เกิดเป็นชายเพื่อบวช
9. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่บุญเกื้อหนุน มีปัญญาล้ำเลิศ บุญกุศลเรืองรอง
10. สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิตแก่ทุกคนที่ได้พบเห็นเป็นเนื้อนาบุญอย่างเอนกทุกชาติของ ผู้สร้างที่เกิดจะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้าปัญญาในธรรมแก่กล้าสามารถได้อภิญญาหก สำเร็จโพธิญาณ


อานิสงส์การบวชพระบวชชีพรามณ์
( บวชชั่วคราวเพื่อสร้างบุญ,อุทิศให้พ่อแม่เจ้ากรรมนายเวร )
1. หน้าที่การงานจะเจริญรุ่งเรือง ได้ลาภ ยศ สรรเสริญตามปรารถนา
2. เจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรม หนี้กรรมในอดีตจะคลี่คลาย
3. สุขภาพแข็งแรง สติปัญญาแจ่มใส ปัญหาชีวิตคลี่คลาย
4. เป็นปัจจัยสู่พระนิพพานในภพต่อๆไป
5. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง โพยภัยอันตรายผ่อนหนักเป็นเบา
6. จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ง่าย มองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิต
7. เป็นที่รักที่เมตตามหานิยมของมวลมนุษย์มวลสัตว์และเหล่าเทวดา
8. ทำมาค้าขึ้น ไม่อับจน การเงินไม่ขาดสายไม่ขาดมือ
9. โรคภัยของตนเอง ของพ่อแม่ และของคนใกล้ชิดจะเบาบางและรักษาหาย
10. ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้เต็มที่ สำหรับผู้ที่บวชไม่ได้เพราะติดภาระกิจต่างๆ
ก็สามารถได้รับอานิสงส์เหล่านี้ได้ด้วยการสร้างคนให้ได้บวชสนับสนุนส่งเสริมอาสาการ ให้คนได้บวช
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบุญที่ยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงอานิสงส์ที่ท่านพึงจะได้รับจงเร่งทำบุญเสียแต่วันนี้ เพราะเมื่อท่านล่วงลับท่านไม่สามารถสร้างบุญได้อีกจนกว่าจะได้เกิด หากท่านไม่มีบุญมาหนุนนำแรงกรรมอาจดึงให้ท่านไปสู่ภพเดรัจฉาน ภพเปรต ภพสัตว์นรกที่ไม่อาจสร้างบุญสร้างกุศลได้ต่อให้ญาติโยมทำบุญอุทิศให้ก็อาจไม่ได้รับบุญ ดังนั้นท่านจงพึ่งตนเองด้วยการสร้างสมบุญบารมีซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ท่านจะนำติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติเสียแต่วันนี้ด้วยเทอญ

ขอขอบพระคุณพระอาจารย์แฮกที่เป็นผู้จุดประกายในการตั้งใจทำความดีครั้งนี้
สิ่งสำคัญในชีวิต
30 วันจันทร์ที่ 09 สิงหาคม 2010 เวลา 06:58
พระ แฮ็ก
พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสถึงการตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ ที่ได้ผลอย่างแท้จริง และถูกต้องตามหลักศาสนา ไว้ดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย!บุตร ยกมารดาบิดาขึ้นวางไว้บนบ่าทั้งสองข้าง ปฏิบัติท่านทั้งสองด้วยการอบกลิ่น นวด อานน้ำ ท่านทั้งสองได้ถ่ายอุจจาระ และ ปัสสาวะ อยู่บนบ่าบุตรนั้นตลอดร้อยปี แม้อย่างนั้น ก็ยังไม่ชื่อว่าได้ตอบแทนคุณของมารดาบิดา ได้เลย

ภิกษุทั้งหลาย! อีกประการหนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดา ไว้ในราชสมบัติในแผ่นดินใหญ่ มีแก้ว ๗ ประการ แม้อย่างนั้น ก็ยังไม่ได้ชื่อว่า บุตรได้ตอบแทนคุณของมารดาบิดาได้เลย เพราะว่ามารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย

ส่วน บุตรคนใด ทำมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา ให้มีศรัทธามั่นคง ทำมารดบิดาผู้ทุศีล ให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล ทำมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ ให้มีการบริจาคทานเป็นนิจ ทำมารดาบิดาผู้ไม่มีปัญญา ให้มีปัญญาเป็นเครื่องนำทางที่ถูกต้องได้

ภิกษุทั้งหลาย!ด้วยเหตุการตอบแทน ๔ ประการนี้ ชื่อว่าบุตรได้ตอบแทนพระคุณของมารดาบิดาแล้ว.”



พระ พุทธดำรัสตอนนี้ ให้แง่คิดแก่ลูก ๆ ทุกคนว่า การเลี้ยงพ่อแม่ที่ถูกต้อง และครบถ้วนนั้น จะต้องเลี้ยงทั้งรูปธรรมและนามธรรม กล่าวคือ

การ เลี้ยงด้วยรูปธรรม มีเสื้อผ้า อาหาร ที่พักผ่อนหลับนอน ยาบำบัดโรค และเครื่องอำนวยความสุขต่าง ๆ นั้น เป็นการถูกต้องในแง่หนึ่ง แต่ยังไม่ชื่อว่าสมบูรณ์ครบถ้วน

การ เลี้ยงด้วยนามธรรม มีการให้ท่านมีศรัทธา รักษาศีล บำเพ็ญทาน เจริญภาวนา เป็นการเลี้ยงที่สมบูรณ์ครบถ้วน เพราะทำให้ท่านมีที่พึ่งทั้งชาตินี้และชาติหน้า กล่าวคือ

ใน ชาตินี้ท่านก็จะมีชีวิตอยู่เป็นสุขทั้งกายและใจ คือมีทั้งอาหารกายและอาหารใจ เมื่อท่านคิดถึงความตาย ท่านก็จะอุ่นใจว่าได้ทำที่พึ่ง คือ ทานศีลและภาวนาไว้แล้ว

ดังนั้น ลูกที่ดีจึงควรหาทาง ให้พ่อแม่ได้รับทั้งอาหารกายและอาหารใจด้วย จึงจะถือว่าเป็นการตอบแทนพระคุณของท่านได้หมดสิ้นตามพุทธวจนะ

ไม่หมด
29 วันจันทร์ที่ 09 สิงหาคม 2010 เวลา 06:45
PHRA HACK
กาลครั้งหนึ่งไม่นานเท่าไหร่ ณ ต้นไม้ใหญ่ท้ายหมู่บ้าน มีเด็กชายคนหนึ่งเดินหงุดหงิดอยู่คนเดียว ปากก็บ่นไปว่า "ใช้อยู่ได้ วันๆใช้ทำโน่นทำนี่ เดี๋ยวให้ถูบ้าน เดี๋ยวให้ล้างจาน โอ้ย..เบื่อ ๆ ๆ "

เดือดร้อนถึงเทพผู้ให้กำเนิด ซึ่งเป็นผู้จัดให้เด็กๆมาเกิดในหมู่บ้านนี้ จึงแปลงกายเป็นผู้เฒ่าและปรากฎตัวพร้อมกับหมาน้อยตัวหนึ่ง

ผู้เฒ่าถามเด็กน้อยว่า " เด็กน้อยเจ้าบ่นอะไรอยู่เหรอ บอกเรามาเถอะเผื่อเราจะช่วยเจ้าได้ "

เด็กน้อยตอบ " ก็แม่ของฉันนะสิ วันๆชอบใช้ให้ทำงานบ้าน ไม่เคยได้พัก ได้เล่นกับเพื่อนบ้างเลย "

ผู้เฒ่าหยิบก้อนอิฐขึ้นมาสองก้อน
" เอ้า ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็มาเล่นกับเราสิ เรามาแข่งกันถืออิฐนี้ไว้คนละก้อน
ใครถือได้นานกว่ากันคนนั้นชนะ "

เด็กชายเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆจึงตกลงเล่นด้วย เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
เด็กน้อยเริ่มเมื่อยล้า และเบื่อจึงบ่น และขอยอมแพ้



ผู้เฒ่าก็พูดต่อว่า
" งั้นเจ้าเล่นกับลูกสุนัขตัวนี้ไหมหละ แต่ก่อนอื่นเจ้าต้องป้อนนมให้ลูกสุนัขตัวนี้ก่อนนะ "

เด็กน้อยตอบว่าก็ได้ แล้วเริ่มป้อนนมให้ลูกสุนัข ไม่นานลูกสุนัขก็ซนและไม่ยอมอยู่นิ่งเด็กน้อยก็เบื่อ แล้วก็บ่นพาลไม่ป้อนนมต่อ..



ผู้เฒ่าจึงสอนว่า
"แม้แต่ก้อนอิฐ 1 ก้อนเจ้าก็ยกได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เทียบไม่ได้กับแม่เจ้า
ซึ่งต้องอุ้มท้องเจ้าตลอดทั้งวันทั้งคืนนานถึง 9 เดือนก่อนจะคลอดเป็นเจ้าออกมา"

" แล้วยังต้องอดทนเลี้ยงเจ้าตั้งแต่เล็กจนโตขนาดนี้
ขณะที่เจ้าป้อนนมลูกหมาแค่มื้อเดียวก็เบื่อแล้ว "

" การเป็นแม่นั้นลำบากนัก ตั้งแต่อุ้มท้อง และเลี้ยงลูกจนกว่าจะโต
การทดแทนบุญคุณด้วยการช่วยการงานเพียงเล็กน้อย
ย่อมเทียบไม่ได้กับพระคุณแม่ที่เลี้ยงเรามา "

เด็กน้อยได้ฟังแล้วจึงคิดได้ รีบวิ่งกลับไปหาแม่โดยไม่คิดบ่นอีกเลย..

คติ:พระคุณแม่นั้นมากเหลือคณา จะตอนแทนเท่าไรก็ไม่หมด
เรียนถึง พระอาจารย์แฮ็ก
28 วันเสาร์ที่ 24 กรกฏาคม 2010 เวลา 13:58
ต๊ะ
พระอาจารย์ครับผม ผมเด็กวัด ร.ร.วัดวังสวรรค์ นะครับผมคิดถึงพระอารย์ ทุกๆองค์เยลย นะครับอย่างไง ผมก้อจาไปหาพระอาจารย์นะครับ
กราบนมัสการพระอาจารย์แฮ็ก
27 วันพุธที่ 21 กรกฏาคม 2010 เวลา 00:09
charoen thoenburin
ผมดีใจที่ได้กราบนมัสการพระอาจารย์แฮ็ก และพระอาจารย์อีกหนึ่งองค์ที่เมตตาให้ธรรมมะกับผมที่ปั้มน้ำมัน ปตท.สุโขทัย มีโอกาสผมจะมากราบนมัสการ และมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบนเนินนะครับ สาธุครับ
ธรรมะแห่งการปล่อยว่าง
26 วันอังคารที่ 13 กรกฏาคม 2010 เวลา 12:09
นที วังสวรรค์
สถานที่สงบ มากครับ อย่าจะไปอีกครั้งจังเลยครับ
ติดต่อพระอาจารย์แฮ็กที่นี่
25 วันจันทร์ที่ 05 กรกฏาคม 2010 เวลา 19:35
..ธี..
ติดต่อพระอาจารย์แฮ็กที่นี่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ความจริงคืออะไร
24 วันจันทร์ที่ 05 กรกฏาคม 2010 เวลา 18:05
อรพลอย วังสวรรค์
ถ้าวันนี้เขาคนนั้นได้อ่านข้อความนี้ขอถามอะไรหน่อยจะได้ไหมว่าความจริงมันคืออะไรมันยังมีจริงอยู่หรือเปล่า แล้วมันจริงไหมว่าวันเวลาเปลี่ยนไปอะไรๆก็เปลี่ยนแปลงเพราะเป็นน้ำหยดสุดท้ายพลอยจะไม่ร้องไห้กับคุณอีกขอโทษสำหรับเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นเสมอมาและมันคงจะไม่มีอีก
ปรึกษา
23 วันจันทร์ที่ 05 กรกฏาคม 2010 เวลา 18:00
อรพลอย วังสวรรค์
พระอาจารย์ค่ะพลอยมีเรื่องจะปรึกษาพลอยควรทำตัวยังอย่างไรดีล่ะค่ะเพราะตอนนี้พลอยยังช็อกไม่หายเลยตั้งแต่ได้ยินบางอย่างออกมาจากปากเขาจากคนที่พลอยเคารพรักมากที่สุดกลับกลายเป็นคนแบบนี้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะพลอยควรทำอย่างไรต่อไปค่ะพระอาจารย์
ธรรมะเดินได้
22 วันอาทิตย์ที่ 04 กรกฏาคม 2010 เวลา 09:31
นที วังสวรรค์
กราบสวัสดีครับพระอาจารย์ทุกท่าน
ประทับใจชั่วชีวิต...
21 วันศุกร์ที่ 02 กรกฏาคม 2010 เวลา 10:25
บอส วัดคุ้งยางใหญ่
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าไปในวัดป่าบนเนินก็ประทับใจบรรยากาศเสียแล้ว การปฏิบัติธรรมดีมาก สนุกพระอาจารย์ทุกรูปใจดีโดยเฉพาะพระอาจารย์แฮกค์ สุดยอดจึงๆ รักวัดป่าบนเนินมากที่สุก
แนะนำ
20 วันพฤหัสบดีที่ 01 กรกฏาคม 2010 เวลา 17:54
อรพลอย วังสวรรค์
ที่วัดนี้สงบจริงเพราะที่นี้ทุกคนใช้วิถีที่เรียบง่ายไม่วุ่นวายกับโลกภายนอกเพราะมุ่งปฎิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธศาสนาเพราะพลอยเคยไปมาแว้วยอดจริงๆๆเพราะพระอาจารย์สอนสนุกมากไม่เคยเครียดเลยค่ะ

สุดยอดตามตำหรับพระอาจารย์แฮ็ค
ทักทาย
19 วันพฤหัสบดีที่ 01 กรกฏาคม 2010 เวลา 17:49
อรพลอย วังสวรรค์
สวัสดีค่ะพระอาจารย์หนูรู้สึกว่าช่วงนี้ทำไมมีแต่เรื่องยุ่งๆทกวันเลยถ้าเป็นไปได้หนูอยากกลับไปที่วัดอีกครั้งไปทำให้พระอาจารย์ปวดหัวอีกอิ อิ อิรู้นะว่าครูอ่านของพลอยทุกวันหน่ะอ่านแล้วก็พูดที่เมลล์นี้หรือของพลอยก็ได้อย่าพูดในที่สาธารณะเลยพลอยอายประชาชีเขา
ดีใจมากที่ไปวัดป่าบนเนิน
18 วันพฤหัสบดีที่ 01 กรกฏาคม 2010 เวลา 10:15
เด็กวัด
ที่นี่สุดยอดดดดดดดดดดดดดด
e-mail -พระอาจารย์แฮ็ก อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ความทรงจำ
17 วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2010 เวลา 17:43
อรพลอย วังสวรรค์
พระอาจารย์ค่ะหลังหนูกลับจากค่ายแล้ว
พวกหนูเชื่อฟังคำสั่งสอนของครูและจะเป็นเด็กดีเหมือนที่พระอาจารย์สอนไว้ค่ะแต่ะทำให้อาจารย์ปวดหัวเหมือนเดิม เพราะหนูเป็นคนเข้าใจอะไรยากนะค่ะ
ทักทาย
16 วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2010 เวลา 17:40
อรพลอย วังสวรรค์
สวีสดีค่ะพระอาจารย์

หนูอยากรู้ว่าต้นไม้ของหนูเป็นอย่างไรบ้างค่ะ
หนูอยากจะไปรดน้ำให้ต้นไม้ของหนูแต่
หนูจำทางไปวัดไม่ได้เพราะไปแค่ครั้งเดียวเอง
ช่วงปิดเทอมจะไปดูต้นไม้กับพี่ๆของหนูให้ได้เลยค่ะ
วัดป่าบนเนิน
15 วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2010 เวลา 12:50
เด็กที่ไปเข้าค่ายวันที่16-18มิ.ย.53
ไม่อยากเจอผี ดีมากๆๆๆ
การเข้าค่าย
14 วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2010 เวลา 17:48
พลอยวังสวรรค์
อยากไปวัดนี้เร็วๆจัง
เมื่อไหร่จะถึงวันเข้าค่ายสักที
จะได้มีเรื่องมาคุยอวดกับเขาบ้างอ่ะ

เครียดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ความสงบที่แท้จริง
13 วันพฤหัสบดีที่ 01 เมษายน 2010 เวลา 09:19
ฐิติพันธ์ พระ ดิว
วัดป่าบนเนิน เป็นสถานที่ๆเหมาะกับการทำสมาธิ กำหนดจิตคิดทบทวน สิ่งต่างๆที่ควรจะแก้ไขในอดีต... ให้ดีขึ้นในอนาคต อยากขอเชิญชวนทุกๆท่านไปเยี่ยมชมวัดป่าบนเนิน กันน่ะครับ
ความประทับใจ
12 วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 19:46
สุโขทัยวิทยาคม ม.4ค่ะ
พวกเราประทับใจวัดป่าบนเนินมากค่ะ
ชอบบรรยากาศที่สงบ ร่มเย็น
ชอบกิจกรรมที่พระอาจารย์แฮ็กสอนมากค่ะ
โดยเฉพาะชีวิตร่ำไห้และความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวัยเรียน
พระอาจารย์สอนสนุกมาก อยากไปอีก ได้ตื่นแต่เช้า
ได้ทำความสะอาดวัด(ไม่เคยทำค่ะ)
อยากไห้พระอาจารย์ทำกิจกรรมดีๆแบบนี้ต่อไปค่ะ
มีโอกาศจาไปที่วัดค่ะ
" ความรู้สึก."
11 วันศุกร์ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 23:22
มนตรี โอภาพงพันธ์
การที่ได้มาปฎิบัติธรรมก็คือได้ทำกรรมดีมันมีมีผลและก็ได้ผลจริงคืออย่างน้อยเราก็ได้อยู่กับตัวเองได้รู้ได้เห็นได้ค้นพบตัวตนของเราและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมาวัดป่าบนเนินดิฉันชอบมาก ปฎิบัตเป็นเดือนก็จะรู้สึกว่าไม่นานแปลกมากคงเป็นเพราะบารมีของท่าน พระครูอุดร พระอาจารย์จา และพระอาจารย์ทุกรูปที่นี่ที่เน้นในเรืองของการปฎิบัตบรรยากาศก็ดีมากเหงียบสงบอยูบนเขาเป็นวัดป่าที่สะอาดมากไม่มีหมาหรือแมวมาเดินให้เห็นสะอาดสุดๆเลยละคะ
เข้าค่ายธรรมะส่องใจ
10 วันพฤหัสบดีที่ 04 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 19:16
udomdarunee school student
การเข้าค่ายครั้งนี้
มีประโยชน์มากๆ
ได้เรียนรู้ศีลธรรม
ชอบวีดีโอเรื่อง ชีวิตร่ำไห้ค่ะ
วัดป่าบนเนินมีธรรมชาติที่สวยงามมากๆเลยค่ะ
วัดป่าบนเนิน
9 วันพุธที่ 27 มกราคม 2010 เวลา 21:51
udomdarunee student
การที่พวกเราได้ไปวันป่านะคะ

พวกเราได้ความรุ้และคติสอนใจมากมาย

อีกทั้งวัดป่ายังมีบรรยากาศที่ร่มรื่นน่าอยู่อีกด้วย
ขอบคุณพระอาจารย์มากๆค่ะ
8 วันพุธที่ 27 มกราคม 2010 เวลา 21:00
เด็กอุดมดรุณี
ขอบคุณพระอาจารย์มากค่ะที่ฝึกพวกเราให้ดีขึ้นมากกว่าเก่า

ชอบเรื่องชีวิตร่ำไห้นะค่ะ

แต่ก้อกลัว คิดที่จะทำให้ได้ที่จะไม่กินเนื้อ


แต่ก้อยังทำไม่ได้เลยค่ะ จะพยายามค่ะ
สำคัญ
7 วันอังคารที่ 05 มกราคม 2010 เวลา 21:55
พระแฮ็ฏ
ที่วัดมฝูงสุนักจิ้งจอกหลายฝูง อยู่ตามธรรมชาติ
สามารถได้ยินเสียงร้องของมันได้ตลอด
อากาศดีมาก
ขอบคุณทางพระอาจารย์มากครับ
6 วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2009 เวลา 18:35
เด็กสุโขทัยวิทยาคม
ทางผมขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญด้วยนะครับ
ที่ท่านฝึกเราในหลายๆด้าน

ผมถูกใจเรื่อง
"ชีวิตร่ำไห้"
มากเลยครับ
ซึ้งครับ
อดบ้าง
แต่สุดท้าย พวกพี่ๆที่คุมก็ไม่ให้ไปดูหมาป่านะครับ
รู้สึกเซ็งๆล่ะนะครับ

อ่า
แล้วถ้าผมว่างๆเมื่อไหร่
จะไปกราบนมัสการหลวงพ่อและหลวงพี่ทั้งหลายๆคน เณรส้อม
บอกเณรเลยนะครับ
ตะกรุดดอกใหญ่สัก 2 ดอกก็ดีนะครับ
พระแฮ็กส์
5 วันพุธที่ 11 พฤษจิกายน 2009 เวลา 19:16
พระแฮ็กส์
การดูจิต

พูดว่า “ดูจิต” ท่านที่ไม่เคยได้ยินอาจจะงง ที่จริงการดูจิตคือ “การฝึกสติ” นั่นเอง ... สติ แปลว่าความระลึกได้ ดังนั้นการดูจิตจึงไม่ได้มีความหมายอะไรซับซ้อนไปกว่า “ความรู้สึกตัว” เมื่อใดที่เรามีความรู้สึกตัวนั่นหมายความว่าเรามีสติอยู่นั่นเอง



รู้สึกตัวที่ว่าคือรู้อะไร ?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า สติปัฏฐาน 4 มาบ้าง การมีสติก็คือการฝึกสติปัฏฐาน 4 , สี่อย่างที่ว่านั้นคือ กาย เวทนา จิต ธรรม ฟังดูอาจจะงง พูดง่าย ๆ ก็คือเมื่อใดเราเกิดความรู้สึกในสิ่งใดที่ชัด ก็ให้รู้อันนั้น การรู้นั้นรู้อะไร ก็เช่น หากเดินอยู่ก็รู้สึกว่าเดินอยู่, นั่งก็รู้สึกว่านั่ง, ยืนก็รู้สึกว่ายืน, นอนก็รู้สึกว่านอน, ดีใจก็รู้ว่าดีใจ, โกรธก็รู้ว่าโกรธ, สุขก็รู้ว่าสุข, ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์, จะขยับซ้าย แลขวา หันหน้า มองหลัง เคลื่อนไหวใด ๆ ก็ "รู้สึก"ตามนั้น คิดก็รู้ว่าคิด, จะฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน เผลอลืมไม่มีสติก็รู้ว่าเผลอ

กล่าวโดยย่อคือให้มีความรู้สึกตัวผ่านอายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ตา (รูป), หู (เสียง), จมูก (กลิ่น), ลิ้น (รส), กาย (สัมผัส), ใจ (ความรู้สึก-ความคิดปรุงแต่ง) รู้ไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์หรือสภาวธรรมที่ปรากฏ “ตามจริง” ในขณะนั้น ๆ

รู้แบบนี้มันจะเครียดไหม ? ขอตอบว่าไม่เลย การมีความรู้สึกตัวนั้นทำแบบสบาย ๆ ให้เป็นธรรมชาติตามปกติ ไม่ต้องไปเพ่ง ไปจ้อง ไปบังคับ ไปควบคุม ง่าย ๆ คือเป็นปกติอย่างที่เคยเป็นนั่นหละ เพียงแต่มีความรู้สึกตัวอยู่เนือง ๆ อยู่เสมอ

(ส่วนรายละเอียด – วิธีการปฏิบัติเพิ่มเติม การรู้แบบมีสัมมาสติ ฯลฯ โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากในเว็บที่ทาง webmaster จะทำการรวบรวมมาให้)

รู้ไปเพื่ออะไร ?

สตินั้นหากนำมาใช้กับทางโลกทั่วไปก็ย่อมมีประโยชน์มหาศาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการงาน, ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ การคิดอ่านย่อมเป็นระบบ, จิตย่อมมีสมาธิในการทำกิจการงานใด ๆ , อารมณ์มักจะเป็นปกติ ไม่ค่อยโกรธ เครียด หรือทุกข์ใจอะไรมาก ๆ กล่าวโดยรวมคือย่อมเกื้อกูลชีวิตประจำวันทางโลกได้อย่างดีซึ่งเป็นประโยชน์ที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจน

หากแต่ถ้ารู้เนือง ๆ มาก ๆ เข้าจนเป็นมหาสติ ก็จะได้ประโยชน์จากทางธรรมด้วย การที่เรามีสติอยู่เนือง ๆ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ทำอย่างติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็เพื่อให้สติเกื้อกูลต่อการ “เห็นความจริง” ความจริงนี้เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดก็คือกายกับใจของเรา แต่เราไม่เคยรู้สึกถึงความจริงนี้เลย

จุดหมายของการรู้ก็เพื่อให้เห็นความจริง อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่ากายและใจของเรานั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวเรา เนื่องจากสัมมาสติทำให้เราได้เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามสภาวธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดจิตจะยอมรับความจริงในข้อนี้ (หรือที่ท่านพระพุทธทาสชอบเรียกว่าให้ละตัวกู ของกู) อันนำไปสู่หนทางแห่งการดับทุกข์ ที่เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของพระพุทธศาสนา



ทำเพื่อธรรม
4 วันศุกร์ที่ 09 ตุลาคม 2009 เวลา 20:36
prahack
แดนสงบ

สักวา แดนดิน ถิ่นสงบ

จะค้นพบ แดนใด สุดใฝ่หา

พื้นพิภพ ทั่วทั้ง ฝั่งคงคา

บนเวหา สรวงสวรรค์ ชั้นพรหมมินทร์

แดนสงบ พบที่ใจ ใช่ที่อื่น

ใจชุ่มชื่น ด้วยความดี ใจมีศีล

ใจสงบ พบความสุข ทั่วแดนดิน

ถิ่นสงบ พบได้ ที่ใจเอย..
ทำเพื่อธรรม
3 วันศุกร์ที่ 09 ตุลาคม 2009 เวลา 18:32
prahack
อฑฺฒา เจว ทฬิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา
ทั้งคนมีทั้งคนจน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า
ธรรมะ
2 วันศุกร์ที่ 24 กรกฏาคม 2009 เวลา 08:28
พระแฮ็กส์
ความเรียบง่ายเงียบสงบ ที่วัดป่าบนเนิน
ธรรมะ-ไกล้ตัว
1 วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฏาคม 2009 เวลา 14:48
พระแฮ็กส์
เป็นสถานที่ๆสวยงาม เงีบยสงบ ร่มรื่น ที่พักสะดวกสบาย เหมาะกับการปฏิบัติมากๆ

เขียนความคิดเห็นของคุณ

BoldItalicUnderlineStrikethroughSubscriptSuperscriptEmailImageHyperlinkOrdered listUnordered listQuoteCodeHyperlink to the Article by its id
ชื่อผู้เขียน:
E-Mail:
ชื่อเรื่อง:
ความคิดเห็น:
 

รวมคลิปรายการพื้นที่ชีวิต

You need Flash player 6+ and JavaScript enabled to view this video.

ธรรมะ Online

ป้ายโฆษณา

กลุ่มงานของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

•	จัดระบบเป็นกลุ่มงาน ร่วมกันรับผิดชอบ
ขับเคลื่อนและประสานเป็นกลุ่ม แบบมี
ภาระพันธกิจที่ชัดเจน
• คณะทำงานประกอบด้วยผู้ประสานหลัก
ของกลุ่มงานทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน
กลุ่มงาน กับคณะของคนทำงาน

กลุ่มงานอำนวยการ
กลุ่มงานการเงินและบัญชี
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
 และโสตทัศนูปกรณ์
กลุ่มงานกิจกรรม ๑
กลุ่มงานกิจกรรม ๒
กลุ่มงานผลิตหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานคลังและกระจายหนังสือ
และสื่อธรรม
กลุ่มงานห้องหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานเผยแผ่และประชาสัมพันธ์