ธรรมะทวิสเตอร์

ปฏิทินธรรมะ

กุมภาพันธ์ 2012
SuMoTuWeThFrSa
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 

ติดต่อเราได้ที่

หอจดหมายเหตุ
พุทธทาส อินทปัญโญ

สวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ)
ถนนนิคมรถไฟสาย ๒ 
แขวงจตุจักร เขตจตุจักร  
กรุงเทพฯ  ๑๐๙๐๐

แผนที่และการเดินทาง:  

ข้อมูลการเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน

ข้อมูลการเดินทางโดยรถสาธารณะ

โทรศัพท์: ๐-๒๙๓๖-๒๘๐๐

โทรสาร: ๐-๒๙๓๖-๒๙๐๐

อีเมล์: info@bia.or.th

เว็ปไซต์: www.bia.or.th
www.dhamma4u.com 

full calendar

เข้าสู่ระบบ



สถิติการเข้าชม

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1417814
เรามี 40 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กัลยาณมิตร

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Designed by:
จากพระโพธิสัตว์ ถึง อวิชชามวลรวมประชาชาติ PDF พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
รวมบทความ - พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
วันอังคารที่ 18 พฤษจิกายน 2008 เวลา 15:06

ที่สวนโมกขพลารามนั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุให้ศิลปินปั้นรูป “พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์” ครึ่งองค์เอาไว้ให้เห็นเป็นสง่าอยู่ตรงสนามหญ้า แขกไปใครมา ก็ต้องเห็น จนรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ว่านี้ กลายเป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่งของสวนโมกข์ไป

รูปปั้นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสคงไม่ให้ปั้นขึ้นในฐานะเป็นศิลปวัตถุทั่วๆ ไป ที่มีไว้สนองจุดหมายในเชิงสุนทรียะเท่านั้น แต่ท่านให้ปั้นขึ้นไว้เพื่อสนองวัตถุประสงค์ในทางธรรมเป็นสำคัญ
วัตถุประสงค์ในทางธรรมของรูปปั้นพระโพธิสัตว์ อาจตีความได้หลายนัย ทั้งนี้ ใครจะตีความลึกหรือตื้นเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับภูมิหลังทางการศึกษาและวุฒิภาวะทางปัญญาของแต่ละคน แต่สันนิษฐานได้อย่างหนึ่งว่า ท่านพุทธทาสคงไม่ต้องการหรือไม่ปรารถนาจะให้ใครมาตีความให้พระโพธิสัตว์ที่สวนโมกข์ เป็นสัญลักษณ์ของการ “ดลบันดาลประทานพร” ในฐานะที่พระโพธิสัตว์เป็น “เทพเจ้า” อย่างแน่นอน
ในทางพุทธศาสนา กล่าวให้ตรงประเด็นที่สุด พระโพธิสัตว์ คือสัญลักษณ์หรือตัวแทนของบุคคลผู้เชื่อมั่นในศักยภาพแห่งสติปัญญาของมนุษย์ และเพียรพัฒนาตนจนเข้าถึงพัฒนาการขั้นสูงสุดทางสติปัญญาของมนุษย์ จนกลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และการจะทำเช่นนั้นได้ พระโพธิสัตว์ต้องเป็น “บุคคลแห่งการเรียนรู้” และต้อง “พึ่งตัวเองทุกขั้นตอน”
ภาพรวมของพระโพธิสัตว์ในทางพุทธศาสนาทั่วๆ ไป เป็นอย่างนี้ แต่พระโพธิสัตว์ในทัศนะของคนไทยในทุกวันนี้ เป็นอย่างไร เราน่าจะได้ลองทบทวนและวิพากษ์วิจารณ์กันดูบ้าง ทั้งนี้ โดยอาศัยสถานการณ์ของสังคมไทยในยุค “จตุคามรามเทพ” มาบรรจบกับ “ทุนนิยมทักษิโณมิกส์” และ “รัฐประหาร” เป็นบริบทประกอบ

พระโพธิสัตว์ : ความหมาย และ พันธกิจ

พระโพธิสัตว์
ความหมายตามรูปศัพท์ ก็คือ ผู้ที่ยังเกี่ยวข้องกับโพธิ, ผู้ที่ยังข้องเกี่ยวกับการบรรลุถึงโพธิปัญญา แปลง่ายๆ ก็คือ ผู้ที่ยังอยู่ในช่วงเวลาของการบำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บารมีที่ว่านี้ ก็คือ บารมี ๑๐ ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พุทธการกธรรม” (ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า)
(๑) ทานบารมี บารมีคือการให้ทาน
(๒) ศีลบารมี บารมีคือศีล
(๓) เนกขัมมบารมี บารมีคือการออกบวช
(๔) ปัญญาบารมี บารมีคือปัญญา
(๕) วิริยบารมี บารมีคือความเพียร
(๖) ขันติบารมี บารมีคือความอดทน
(๗) สัจจบารมี บารมีคือความสัตย์
(๘) อธิษฐานบารมี บารมีคือการตั้งปณิธานแห่งชีวิต
(๙) เมตตาบารมี บารมีคือความรักต่อคนและสรรพสัตว์ทั้งโลก
(๑๐) อุเบกขาบารมี บารมีคือความวางใจเป็นกลางอย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต
ลองสังเกตดูว่า ความหมายของบารมี (คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่) ที่แท้ในพุทธศาสนากับบารมีตามความเข้าใจของคนไทยต่างกันมากหรือน้อยเพียงไร ในเมืองไทยของเราเวลานี้ แม้แต่คนมีเงิน (โดยไม่ต้องถามว่ามีมาได้อย่างไร) เราก็เรียกว่าผู้มีบารมี, นักเลงหัวไม้, นักเลงในเครื่องแบบเราก็เรียกว่า ผู้มีบารมี เจ้าพ่อเจ้าแม่พ่อมดหมอผี เราก็เรียกว่าผู้มีบารมี พูดอีกนัยหนึ่งว่า ใคร “เขี้ยว” หรือ “เชี่ยว” ในเรื่องไหนจนเป็นที่รู้กันทั่วไปในเรื่องนั้น บัดนี้ เราก็เรียกกันตามความเข้าใจอย่างไทยว่าเป็นผู้มี “บารมี” ในเรื่องนั้นๆ
ตามคติพุทธศาสนาเถรวาท พระโพธิสัตว์ หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งได้พบพระพุทธเจ้าแล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะขออุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ตนได้พบทรงรับรองว่า ต่อไปในอนาคตเขาจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งแน่นอน นับแต่นั้นเป็นต้นมา บุคคลคนนี้ก็กลายเป็นพระโพธิสัตว์ และบำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ จนเต็มบริบูรณ์เมื่อไหร่ก็จะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อนั้น
พระโพธิสัตว์ตามคติพุทธศาสนาเถรวาทที่จะมาตรัสรู้ต่อจากพระโคตมพุทธเจ้าตอนนี้ก็คือ พระเมตไตยโพธิสัตว์ หรือพระศรีอาริยเมตไตรย
ส่วนในพุทธศาสนาตามคติมหายานกล่าวกันว่า พระโพธิสัตว์นั้นมีอยู่นับไม่ถ้วน และเชื่อกันอีกว่า ใครๆ ก็เป็นพระโพธิสัตว์ได้ ขอแต่ให้มีปณิธานในใจที่ว่า “ปรารถนาให้คนอื่นดีกว่าตน” และเพียรอุทิศทุกสิ่งทุกอย่าง (แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง) เพื่อรังสรรค์สิ่งที่ดีและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับคนทั้งโลก 
พระโพธิสัตว์ตามคติพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายาน มีจุดต่างกันก็ตรงที่ ในฝ่ายเถรวาท พระโพธิสัตว์ไม่ได้มีมากมาย ส่วนในฝ่ายมหายานนั้นใครก็อุทิศตนเป็นพระโพธิสัตว์ได้ สำหรับความเหมือนกันของพระโพธิสัตว์ ของทั้งสองนิกาย ก็คือ ต่างก็มุ่งบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุปณิธานในการที่จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต การบำเพ็ญบารมีนั้น ก็คือ การช่วยเหลือคนอื่นที่มีผลเป็นความก้าวหน้าทางโพธิปัญญาของตนเอง และโพธิปัญญาที่ตนบรรลุแล้วนั้น ก็เพื่อที่จะย้อนกลับมาช่วยเหลือคนอื่นอีกนั่นเอง
ทุกภพทุกชาติ ไม่ว่าจะถือกำเนิดในสภาพชีวิตแบบไหน พระโพธิสัตว์ ล้วนอุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่มหาชน พร้อมกันนั้นก็เพื่อความเจริญงอกงามแห่งคุณธรรมและโพธิปัญญาของตนเอง 
การช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ คือ แบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาตนเองของพระโพธิสัตว์
การพัฒนาตนเองให้มีทั้งจริยธรรมและโพธิปัญญา คือ ปฏิปทาของพระโพธิสัตว์
ปฏิปทาของพระโพธิสัตว์ที่แท้เป็นอย่างนี้ พระโพธิสัตว์ไม่มีหน้าที่ “เสก” หรือ “บันดาล” อะไรต่อมิอะไรให้มนุษย์ เพราะพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่เทพ แต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ในช่วงแห่งการฝึกฝนพัฒนาตนไปสู่ความเป็นพุทธะ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ปฏิปทาของพระโพธิสัตว์ก็คือ ต้องการช่วยมนุษย์ให้สามารถช่วยเหลือตนเองจนสามารถเป็นที่พึ่งของตนเองได้

พระปิยมหาราชกับท่าที่ต่อพระโพธิสัตว์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) วันหนึ่งขณะแปรพระราชฐานไปประทับยังต่างจังหวัด พระองค์เสด็จไปร่วมงานสมโภชพระเมตไตยโพธิสัตว์ตามคำกราบทูลเชิญของชาวบ้าน ครั้นเสด็จไปถึงปะรำพิธี เมื่อถึงเวลาจะต้องจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทรงสังเกตเห็นว่า ที่โต๊ะหมู่บูชาไม่มีพระพุทธรูป หากแต่มีรูปพระเมตไตยโพธิสัตว์ซึ่งชาวบ้านปั้นขึ้นประดิษฐานอยู่แทน ทรงกริ้วเป็นอันมาก แล้วมีรับสั่งให้หาพระพุทธรูปมาตั้งไว้ พลางตรัสสอนประชุมชนในที่นั้นว่า “ที่เสด็จมาร่วมงานสมโภชพระเมตไตยโพธิสัตว์นั้น ก็ด้วยอนุโลมตามคติความเชื่อของชาวบ้าน แต่ครั้นจะให้กราบไหว้พระรัตนตรัยนั้น ก็ต้องการแต่จะกราบพระพุทธปฏิมา ซึ่งทรงเป็นองค์แทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีพระองค์อยู่จริง และเป็นสัมมาสัมพุทธะแท้ๆ ไม่ใช่มีพระประสงค์จะกราบไหว้พระโพธิสัตว์ซึ่งยังเป็นปุถุชนและยังบำเพ็ญเพียรอยู่ในสังสารวัฏนั่นเอง”
พระราชจริยวัตรคราวนั้น ทำให้ผู้โดยเสด็จและมหาชนเห็นชัดถึงพระปรีชาญาณในทางพระพุทธศาสนาของพระปิยมหาราช ว่าพระองค์ทรงเป็นชาวพุทธที่ “แม่น” ในหลักการทางพระพุทธศาสนามากเพียงไร
พระองค์ทรงแยกจำแนกได้อย่างชัดเจนว่า ไหนเป็นสัมมาสัมพุทธะ ไหนเป็นพระโพธิสัตว์ และใครคือผู้ที่พร้อมจะเป็นที่พึ่งของเรา เพราะลุถึงประโยชน์ตนโดยสมบูรณ์แล้ว จึงกลายเป็น “โลกนาถ” (ที่พึ่งของชาวโลก ซึ่งเน้นการสอนให้ชาวโลกพึ่งตนเอง) ได้อย่างแท้จริง และใครกันคือผู้ที่กำลังแสวงหาที่พึ่งให้แก่ตนซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพระโพธิสัตว์

ชาวไต้หวัน (ฉือจี้)
กับอุดมการณ์พระโพธิสัตว์หรือจิตสำนึกสาธารณะ
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานพระศาสนาที่ประเทศไต้หวัน กับศูนย์คุณธรรม ซึ่งวัดหรือมูลนิธิที่เราไปดูงานนั้น เป็นองค์กรการกุศลขนาดใหญ่ระดับโลกชื่อมูลนิธิ “ฉือจี้” ซึ่งมีองค์กรการกุศลที่พร้อมช่วยเหลือคนได้อย่างมหาศาล กล่าวคือมีโรงพยาบาลที่ทันสมัย มีมหาวิทยาลัยทางแพทยศาสตร์ที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับนานาชาติ มีหน่วยงานคัดแยกขยะซึ่งช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี มีสถานีโทรทัศน์ (สีขาว) เป็นของตัวเองและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ มีอาสาสมัครที่พร้อมปฏิบัติงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากทันทีกว่าสองหมื่นคน (ทำงานด้วยจิตสำนึกสาธารณะ ไม่รับเงินเดือนตอบแทน และอาสาสมัครมาจากคนทุกชนชั้น น่าสนใจว่าแนวคิดเช่นนี้ บิล เก็ตส์, วอเรน บัฟเฟตท์ รวมทั้งมหาเศรษฐีโลกอีกหลายคนกำลังนำมาขยายผลต่อที่อเมริกาอย่างคึกคัก จนใครที่รวยแล้วบริจาคเพื่อสังคมและมนุษยชาติ คนนั้นก็กลายเป็นคนมีเกียรติ ตรงนี้ น่าตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การที่คนรวยคำนึกถึงคนอื่นเช่นนี้ ทำให้ตรงกับความหมายเดิมของคนรวยในพุทธศาสนา คือ คำว่า “เศรษฐี” ที่แปลว่า “ผู้ประเสริฐ” ด้วย ช่วงที่ผู้เขียนปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่นิวยอร์ค ๑๒ เมษายน - ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ยังพอจับกระแสเรื่องนี้ได้จากสหประชาชาติว่า เขากำลังสนใจในเรื่องจิตสำนึกสาธารณะนี้เป็นอันมาก) และมีศูนย์บรรเทาสาธารณภัยอยู่ใน ๓๙ ประเทศทั่วโลก
ในระหว่างศึกษาดูงานนั้น เมื่อผู้เขียนถามว่า อะไรคือแรงบันดาลใจให้ชาวไต้หวันสามารถก่อตั้งองค์กรการกุศลขนาดใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ ชาวฉือจี้ตอบว่า เพราะเรามี “อุดมการณ์โพธิสัตว์”
อุดมการณ์โพธิสัตว์ หมายความว่า การมีจิตสำนึกธารณะที่ปรารถนาจะช่วยให้คนทั้งโลกพ้นจากทุกข์โศกโรคภัยและความอวิชชาคือความเขลาต่อโลกและชีวิตอย่างสิ้นเชิง ต่อให้เหลือคนตกทุกข์ได้ยากอยู่ในโลกเพียงคนเดียว บุคคลผู้มีอุดมการณ์โพธิสัตว์ ก็จะยังไม่ยอมเข้าสู่ภาวะพระนิพพาน โลกสิ้นคนทุกข์ หมดคนโง่ เมื่อไหร่ เมื่อนั้นพระโพธิสัตว์จึงจะได้เวลาคิดถึงความสุขและความสำเร็จของตัวเอง
บางทีความเป็นมาของมูลนิธิฉือจี้ อาจทำให้เราเห็นภาพของอุดมการณ์โพธิสัตว์ชัดเจนยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก จึงขอเล่าย่อๆ ว่า มีอยู่วันหนึ่ง ภิกษุณีจิ้งเหยียนซึ่งเป็นภิกษุณีสายมหายานชาวไต้หวัน ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยคนหนึ่งที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฮวาเหลียน ระหว่างทางเดินไปยังห้องคนไข้ ภิกษุณีได้พบกองเลือดกองหนึ่ง จึงฉุดคิดและถามขึ้นว่า กองเลือดของใคร ได้คำตอบว่า กองเลือดที่เปื้อนอยู่บนพื้น เกิดจากการตกเลือดของสตรีชาวเขาคนหนึ่ง ซึ่งปวดท้องจะคลอด แต่เมื่อมาถึงโรงพยาบาลแล้ว เธอและสามีไม่มีเงิน ๘,๐๐๐ เหรียญ สำหรับจ่ายค่ารักษา หมอจึงปฏิเสธการรักษา ภิกษุณีผู้ซึ่งในเวลาต่อมาคือผู้ก่อตั้งองค์กรฉือจี้ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ได้ฟังเรื่องราวเช่นนั้น จึงเกิดธรรมสังเวชขึ้นมาว่า “ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ไม่ควรจะมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก” และนั่นคือ น้ำหยดแรกขององค์กรการกุศลระดับโลกที่ในแต่ละปีมีคนไปขอศึกษาดูงานการกุศลกว่าแสนคนเป็นอย่างน้อย
ท่านภิกษุณีเคยให้โอวาทแก่ลูกศิษย์อีกว่า “ตัวท่านเองอยากมีมือสักพันมือเหมือนพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เพื่อที่จะได้ใช้มือตั้งพันนั้น คอยช่วยเหลือคนให้พ้นจากความตกทุกข์ได้ยากและขลาดเขลาเบาความ”
ในวันสุดท้ายของการดูงานที่สถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย (Great Love = การุณยธรรมอันยิ่งใหญ่ไร้พรมแดน) ผู้เขียนได้รับเกียรติให้กล่าวสรุปการศึกษาดูงานแทนคณะจากคนไทยและศูนย์คุณธรรม ผู้เขียนจึงถือโอกาสสรุปสาระสำคัญจากการดูงานครั้งนั้นว่า
“เราเคยได้ยินกันมาว่า พระโพธิสัตว์ คือ บุคคลที่อุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษยชาติทั่วทั้งสกลจักรวาล และพระโพธิสัตว์เช่นว่านั้น ก็มีอยู่แต่ในพระคัมภีร์ ซ้ำยังเป็นเรื่องห่างไกลจากวิถีชีวิตของเราอย่างเหลือแสน แต่ที่ประเทศไต้หวัน เรากลับพบว่า มีพระโพธิสัตว์ที่พร้อมจะช่วยเหลือมนุษยชาติกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่งหรือทั่วทุกหัวมุมถนน พระโพธิสัตว์เหล่านั้นอุทิศตนช่วยเหลือแก้ปัญหาสังคมทั้งด้านการศึกษา การพยาบาล การรักษาสิ่งแวดล้อม การสร้างสังคมคุณธรรม และการเยียวยาปัญหาทางมนุษยธรรมของคนทั้งโลกโดยไม่ขอรับค่าตอบแทนเป็นเงิน หากแต่ยินดีรับค่าตอบแทนเป็นสันติสุขที่เกิดขึ้นในใจของมนุษยชาติและสันติภาพอันยั่งยืนของโลกทั้งผอง”
เมื่อถามต่อไปว่า องค์กรพุทธฉือจี้ จะถือว่า ตัวเองประสบความสำเร็จได้แล้วหรือยัง ภิกษุณีจิ้งเหยียนซึ่งเคยยกคณะไปช่วยเหลือชาวสหรัฐอเมริกาตอนประสบวาตภัยแคทรีน่าและตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ถูกก่อวินาศกรรม พร้อมทั้งธรณีพิบัติภัยสึนามิในประเทศไทย ตอบอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนต่อหน้าศิษยานุศิษย์ว่า
“เราจะถือว่า มูลนิธิประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อ ในโลกนี้ ไม่มีคนตกทุกข์ได้ยาก และไม่มีคนขลาดเขลาเบาปัญญาเหลืออยู่อีกแล้วนั่นแหละ”
พระโพธิสัตว์ที่แท้ ต้องการช่วยเหลือคนให้พ้นจากความตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่หวังผลกำไรในรูปเงินทองและประโยชน์โสตถิผลใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังคอยอุทิศตนเพื่อนำแสงสว่างเรืองทางสติปัญญามาสู่มนุษยชาติอย่างเต็มขีดความสามารถทางสติปัญญาของตัวเอง
พระโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่ถือว่า การช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์ คือ แบบฝึกหัดเพื่อการเติมเต็มพุทธการกธรรม (บารมี) ของตนเอง และประการสำคัญที่สุด พระโพธิสัตว์ช่วยเหลือมนุษย์ด้วยการกระตุ้นให้มนุษย์นั้นๆ รู้จักการ “ช่วยเหลือตนเอง” (อัตตา หิ อัตตโน นาโถ) ไม่ใช่ช่วยสำเร็จรูปด้วยการ “เสก” หรือ “บันดาล” อะไรให้ตามปรารถนา
พระโพธิสัตว์พันมือ สำหรับชาวไต้หวันซึ่งเป็นพุทธมหายานแท้ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะคอยใช้มือตั้งพันนั้นช่วยเราให้พ้นทุกข์ (ส่วนเรามีหน้าที่ขอให้ท่านช่วยอย่างที่นิยมกันในเมืองไทย) แต่หมายความว่า ขอให้เราทั้งหลายซึ่งนับถือพระอวโลกิเตศวรปางพันมือนั้น จงพยายามช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์เสมือนหนึ่งว่า ตนเองมีมืออยู่ตั้งพัน ทั้งชีวิต คิดแต่จะอุทิศตนช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น โดยถือว่า ความสุขของคนอื่น ก็คือ ความสุขของตัวเอง เหมือนกับที่พระบรมราชชนกทรงพระราชทานแนวคิดนี้แก่คณะแพทย์ทั้งหลายในเมืองไทยว่า
“จงคำนึงถึงประโยชน์ของท่านเป็นกิจที่หนึ่ง และคำนึงถึงประโยชน์ของตนเป็นกิจที่สอง”

คนไทยกับความเข้าใจเรื่องพระโพธิสัตว์
ย้อนกลับมามองเมืองไทยของเราในห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรานับถือ “จตุคามรามเทพ” (ซึ่งหลายคนพยายามอธิบายกันว่า เป็นพระโพธิสัตว์) กันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งจตุคามรามเทพก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนกว่าพันล้านในประเทศไทย และมีคนถูกปล้น ถูกยิงตาย และเหยียบกันตาย เพราะอยากได้จตุคามรามเทพเกินกว่าสิบคนขึ้นไป พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่สนพระธรรมวินัย บำเพ็ญตนเป็นร่างทรงของ “พ่อท่าน” จนลืมไปแล้วว่า พ่อของตัวเองคือ พระพุทธเจ้าเท่านั้น ต่างพากันอวดอุตริมนุสสธรรมและทำตัวเป็นพ่อค้ากันอย่างไม่อายพระพุทธเจ้า แล้วพยายามอธิบายต่อสังคมว่า การเสกจตุคามรามเทพทำให้สร้างโรงเรียนได้ตั้งหลายหลัง โดยหารู้ไม่ว่า การทำผิดพระวินัยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นโรงเรียนหรือศาลาการเปรียญนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่รัฐบาลเอาเงินจากหวยบนดินและจากนโยบายสุราเสรี ไปเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กๆ แล้วบอกว่า นั่นคือ ความชอบธรรมที่จำเป็นต้องมีหวยบนดินหรือมีการขายเหล้าอย่างเสรี
พระพุทธเจ้าของเรานั้น ไม่เคยสอนเลยสักนิดว่า “เพื่อผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีการก็ได้” แต่ทรงสอนเสมอว่า “ผลลัพธ์ที่ดีจะต้องมาจากเหตุที่ดีเสมอ” คนที่อ้างว่ารักพระพุทธเจ้า แล้วทำผิดพระวินัยนั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงสรรเสริญเลย ดังกรณีของภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างตัดผม พอรู้ข่าวว่าพระองค์จะเสด็จมาเยือนอารามของตน จึงออกจากวัดไปรับตัดผมชาวบ้าน นำเงินมาซื้อข้าวปลาอาหารเพื่อปรุงถวายพระพุทธเจ้า ครั้นยกไปถวาย ทรงทราบความว่า อาหารนั้นได้มาด้วยการประกอบอาชีพของภิกษุ (พระวินัยไม่เปิดโอกาสให้ภิกษุประกอบอาชีพ) จึงทรงตำหนิอย่างรุนแรงและไม่เสวยอาหารมื้อนั้น แม้ภิกษุรูปนั้นจะอ้างว่า ทำถวายด้วยความเคารพรัก ก็ไม่ทรงฟังเหตุผลของเธอแต่ประการใด
ผู้เขียนไม่สนใจว่า พระเทวราชโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ มีตัวตนจริงหรือไม่ หรือยิ่งใหญ่เพียงไรในทางประวัติศาสตร์ แต่ผู้เขียนสนใจว่า ถ้าหากท่านเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว เรานับถือพระโพธิสัตว์อย่างท่านกันด้วย “ท่าที” อย่างไรมากกว่า
การมี “ท่าที” ต่อพระโพธิสัตว์ที่ถูกต้องนั้น สำคัญยิ่งกว่าการ “มีอยู่” ของพระโพธิสัตว์จริงๆ อย่างเทียบกันไม่ได้
การนับถือ สิ่งใดๆ ก็ตาม แม้จะอ้างว่าสิ่งนั้นมาจากพุทธศาสนา แต่ถ้านับถือด้วยท่าทีที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ขัดต่อหลักแห่งเหตุและผล ไม่นำไปสู่การพึ่งตนเอง และไม่เอื้อต่อการมีชีวิตดีงามเพราะมีจริยธรรมเป็นพื้นฐาน การนับถือสิ่งนั้นๆ ก็ไม่ทำให้ผู้นับถือพ้นจากการถูกตำหนิด้วยข้อหาว่างมงาย เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ที่ยึดติดในวิธีวิทยาอย่างวิทยาศาสตร์จนงมงายก็มีโอกาสถูกตำหนิว่าคร่ำครึได้เช่นเดียวกัน
ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า แม้จะนับถือในสิ่งซึ่งถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาขั้นสูงอย่างพระพุทธรูป พระเครื่อง และวิธีวิทยาอย่างวิทยาศาสตร์ แต่หากนับถือสิ่งเหล่านั้นด้วยท่าทีที่ขาดวิจารณปัญญา ก็นับว่าเป็นความงมงายในนามของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์อยู่นั่นเอง ท่าทีในการนับถือจึงสำคัญกว่าความมีอยู่จริงของสิ่งที่นับถือ
คำถามก็คือ เราคนไทยในบัดนี้ นับถือพระโพธิสัตว์กันด้วยท่าทีอย่างไร เทียบกับการนับถือพระโพธิสัตว์ของชาวไต้หวัน (ชาวฉือจี้) แล้วต่างกันหรือไม่
คำถามก็คือ พระปิยมหาราชของเราซึ่งทรงเป็นพุทธมามกะชั้นนำ ทรงแสดงให้เห็นว่า สรณะที่พึ่งที่แท้ของชาวพุทธคืออะไร และเราควรประเมินค่าของพระโพธิสัตว์ระดับไหน
คำถามก็คือ อุดมการณ์ของพระโพธิสัตว์ที่แท้คืออะไร และเราคนไทย รู้จัก “อุดมการณ์พระโพธิสัตว์” หรือไม่
คำถามก็คือ พระโพธิสัตว์มีอยู่แต่ในคัมภีร์ หรือว่าเราทุกคนก็เป็นพระโพธิสัตว์ได้
คำถามก็คือ พระสงฆ์รวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนงมีหน้าที่ช่วยคนให้พ้นทุกข์ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือว่ามีหน้าที่เติมความโลภ ความโกรธ ความหลง ลงไปบนจิตใจของเพื่อนมนุษย์

เห็นความเสื่อมว่าเป็นความเจริญ
เราจึงเพลินอยู่ในความล้าหลัง
นิตยสาร “ฅ ฅน” ฉบับประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๐ ลงบทสัมภาษณ์อันสะท้อนทัศนะทางสังคมของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุในวัย ๙๖ ปี ว่า
“...เห็นคนโง่แล้วสงสาร ไปไหว้พระขอหวย มันไม่ถูก เราต้องช่วยสอนให้เขาเข้าใจ ให้ฉลาดก้าวหน้า อยากเห็นคนเจริญทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นไท เป็นมนุษย์ เป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง...”
เมื่อไหร่พระสงฆ์ของเรา ผู้นำรัฐบาลของเรา ชนชั้นนำของเรา และสื่อมวลชนของเรา จะสามารถมองประชาชนคนไทยที่ต่างก็พากัน “จาริกอยู่ในโมหภูมิ” (คำของในหลวงในพระราชนิพนธ์พระมหาชนก) ว่า เป็นเพื่อนมนุษย์ผู้น่าสงสาร ผู้ยังลอยคออยู่ในมหาสมุทรแห่งความเขลา แล้วคอยหาวิธีช่วยเหลือกันด้วยการหาวิธีให้เขาเหล่านั้น รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรเหตุ อะไรผล อะไรคือสรณะที่พึ่ง ที่แท้ และอะไรคือกอสวะทางจิตวิญญาณซึ่งจะนำสังคมไทยก้าวเข้าไปสู่ความอ่อนแอทางปัญญาและล้าหลังอย่างยาวนาน
หากเราคนไทยทุกภาคส่วน ยังไม่สามารถมองเพื่อนมนุษย์ด้วยจิตใจของพระโพธิสัตว์ ที่เห็นความทุกข์ ความเขลาของคนอื่น และสังคม ว่าเป็นภาระที่ตนต้องช่วยปลดเปลื้องแล้ว (ทุกวันนี้เราเห็นคนไทยเป็นเหยื่อของคนไทยด้วยกันใช่หรือไม่ จึงไม่สามารถมองอะไรได้ไกลเกินกว่าเรื่องของตัวเองและพวกพ้อง เราจึงสูญเสียเวลามหาศาลไปกับความขัดแย้งแตกแยกภายใน) สังคมไทยในศตวรรษหน้า คงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นสังคมที่ล่มสลายทางอารยธรรม หรือไม่ก็เป็นสังคมพันทางที่หาแก่นแกนของตัวเองแทบไม่เจอ

คงเป็นไปได้ยากที่เราจะรักษาพระพุทธศาสนาให้เป็นขุมคลังทางปัญญาของโลกได้ เพราะในบัดนี้ เราก็ทิ้งพระรัตนตรัยกันอย่างไม่เกรงใจพระพุทธเจ้ากันอยู่แล้ว

คงเป็นไปได้ยากที่เราจะสามารถรักษาประเทศไทยที่สงบร่มเย็นของเราได้เหมือนในอดีตอีกแล้วเพราะเราปล่อยให้ความกลัวและความระแวงซึ่งกันและกันทั้งทางศาสนาและทางการเมืองเล่นงานคนไทยเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

คงเป็นไปได้ยากที่เราจะหนีพ้นการปฏิวัติรัฐประหารซ้ำซากได้อีกแล้ว เพราะตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังก้าวไปไม่พ้นจากสังคมแบบโมหจริตเช่นทุกวันนี้ ก็ไม่มีทางที่เราจะสถาปนาประชาธิปไตยที่ยังยืนขึ้นมาได้ เพราะรากฐานของประชาธิปไตยคือการศึกษา ประชาชนที่ด้อยการศึกษา ไม่สามารถจะสถาปนาประชาธิปไตยที่ยังยืนได้สำเร็จ

คงเป็นไปได้ยากที่เราจะมีศักยภาพที่จะไปช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษยชาติในเวทีโลกอย่างประเทศเล็กๆ เช่นไต้หวันได้อีกแล้วในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะตอนนี้ ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า เราได้ทำตัวให้กลายเป็นภาระของโลกไปเรียบร้อยแล้ว

ความรุนแรงและวิกฤตการณ์รอบด้านที่ประเดประดังถั่งโถมเข้าสู่สังคมไทยในเวลานี้ นั้น กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว มาจากวิกฤตตัวเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ “วิกฤติทางปัญญา” หรือวิกฤติ “อวิชชามวลรวมประชาชาติ” เท่านั้นเอง
ผู้รู้จากหลายสำนักคิด พยายามมองกระแสจตุคามรามเทพหรือกระแส “พระโพธิสัตวพาณิชย์” ว่า มีเหตุปัจจัยอันแยกไม่ได้จากวิกฤตทางการเมือง ทางสังคม และทางเศรษฐกิจ แต่ผู้เขียน ไม่ศรัทธาคำอธิบายเช่นนี้นัก เพราะเห็นมาอย่างยาวนานแล้วว่า ภาวะ “อวิชชามวลรวมประชาชาติ” นั้น ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และกระพือขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านเหรียญและเทพมากหน้าหลายตา การเหยียบกันตายเพราะแย่งเหรียญก็ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น คำอธิบายปรากฏการณ์จตุคามรามเทพโพธิสัตว์ในเชิงสังคมวิทยาและการเมืองเท่าที่ตาเห็นนั้น ออกจะเป็นเรื่องตื้นเขินมาก เพราะหากเราไม่คิดสืบสาวไปให้ไกลกว่านั้น
ภาวะ “อวิชชาจริต” ที่ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยนี้เอง คือ รากเหง้าที่ขัดขวางการพัฒนาทุกมิติในสังคมไทย ดังนั้น เราจึงไม่ควรคิดกันง่ายๆ แค่ว่า เมื่อการเมืองนิ่ง จตุคามรามเทพโพธิสัตว์จะจากไป การอธิบายเช่นนี้ ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะถึงแม้จตุคามรามเทพโพธิสัตว์จากไป แต่ “เชื้อแห่งความงมงาย” นั้นยังคงอยู่ เช่นเดียวกับเมื่อทักษิณ ชินวัตรจากไป แต่ “วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ” จะยังรอเสียบอีกมากมายนับไม่ถ้วน 
คำถามก็คือ เราจะปล่อยให้สังคมไทยตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน 
คำถามก็คือ เราเคยผ่านการอธิบายพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งถึงขั้นมองสรรพสิ่งว่าเป็นอนัตตาอย่างที่ท่านพุทธทาสเคยนำมาสอนกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว ที่น่าสนใจก็คือ แล้วทำไม วันนี้ เราจึงกลับมาเริ่มต้นกันที่ “เทพ” และ “หมอผี-หมอดู” บวก “เกจิอาจารย์” และ “กรรมเก่าแบบพราหมณ์” กันอีกคำรบหนึ่ง 
คำถามก็คือ ทำไมเราจึงไม่สามารถก้าวต่อไปจากยุคทองทางปัญญาอย่างที่ท่านพุทธทาสเคยสถาปนาเอาไว้ได้สำเร็จ ระบบการพัฒนาสติปัญญาของชาติเรา การสอนพุทธศาสนาของเรา สื่อมวลชนของเรา เป็นอะไรกันไปแล้ว ?

เขียนความคิดเห็นของคุณ

BoldItalicUnderlineStrikethroughSubscriptSuperscriptEmailImageHyperlinkOrdered listUnordered listQuoteCodeHyperlink to the Article by its id
ชื่อผู้เขียน:
E-Mail:
ชื่อเรื่อง:
ความคิดเห็น:
LAST_UPDATED2
 

รวมคลิปรายการพื้นที่ชีวิต

You need Flash player 6+ and JavaScript enabled to view this video.

ธรรมะ Online

ป้ายโฆษณา

กลุ่มงานของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

•	จัดระบบเป็นกลุ่มงาน ร่วมกันรับผิดชอบ
ขับเคลื่อนและประสานเป็นกลุ่ม แบบมี
ภาระพันธกิจที่ชัดเจน
• คณะทำงานประกอบด้วยผู้ประสานหลัก
ของกลุ่มงานทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน
กลุ่มงาน กับคณะของคนทำงาน

กลุ่มงานอำนวยการ
กลุ่มงานการเงินและบัญชี
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
 และโสตทัศนูปกรณ์
กลุ่มงานกิจกรรม ๑
กลุ่มงานกิจกรรม ๒
กลุ่มงานผลิตหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานคลังและกระจายหนังสือ
และสื่อธรรม
กลุ่มงานห้องหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานเผยแผ่และประชาสัมพันธ์