ทีนี้เรามาดูวันมาฆบูชา วันมาฆบูชานั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ให้หลักธรรมคำสอนแก่ใคร ? แก่พระอรหันต์ พระอรหันต์ทั้งหลายนั้น เป็นผู้หมดกิเลสแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อตนเองแล้ว
แล้วตอนนี้อย่างไรล่ะ ก็คือพระพุทธเจ้าสอนพระอรหันต์เหล่านี้ ให้รู้หลักการในการที่จะไปทำหน้าที่ คือการที่จะไปสั่งสอนธรรมะ เผยแพร่ธรรมะเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก ตามหลักการที่มีมาแต่เดิมแล้ว
เพราะจุดประสงค์ว่า พระสงฆ์นี้จะต้องจาริกไปเผยแพร่ธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน เพื่อเห็นแก่เมตตาการุณย์ต่อชาวโลก อันนี้ก็คือความรักชาวโลกนั่นเอง
ก็หมายความว่า วันแห่งมาฆบูชาก็เป็นวันแห่งความรักเหมือนกัน เพราะว่าพระอรหันต์นั้นท่านรักชาวโลกทั้งหมด แล้วท่านกำลังจะไปทำงานด้วยเมตตากรุณา ก็คือความรักชาวโลกนั่นเอง ไปทำเพื่อประโยชน์สุขแก่เขา
มันต่างจากวันวาเลนไทน์ ที่บอกเมื่อกี้ ว่าวันวาเลนไทน์นั้นเป็นวันความรักส่วนตัว จำกัดอยู่กับบุคคลหรือกลุ่ม แล้วก็มักจะมุ่งผลตอบแทนเพื่อตัวเอง แต่ว่าวันมาฆบูชานั้น เป็นวันแห่งความรัก พระอรหันต์หรือท่านผู้หมดกิเลสที่รักประชาชนทั่วโลก จะไปทำให้แก่ผู้อื่นอย่างเดียวทั้งสากลเลยจริงๆ คราวนี้
เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาความเป็นสากลแล้ว ก็กลายเป็นว่าวันมาฆบูชานี่แหละสากล เมื่อกี้เราบอกว่า วันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรัก Romantic Love ตอนนี้เราก็บอกได้ว่า วันมาฆบูชาเป็นวันแห่ง Universal Love เป็นวันแห่งความรักที่เป็นสากล
ความรักที่เป็นสากลก็คือ เมตตา ก็ไปดูเถอะคำแปลหนึ่งของเมตตาก็คือ Universal Love เพราะว่าเมตตานั้นเป็นความรักเพื่อนมนุษย์ เป็นมิตรไมตรีปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน แม้กระทั่งสัตว์ทั้งหลาย ไม่แบ่งแยก ไม่จำกัด ปรารถนาประโยชน์สุขแก่เขา ไม่ใช่เอาเพื่อตน
ถ้าเป็นรักแบบโรแมนติค ก็ยังมีความห่วงเรื่องว่า เอ๊เขาจะมารักฉันหรือเปล่า ? เขาจะมาให้อะไรฉันไหม ? แต่ถ้าเป็นรักแบบเมตตา ก็อยากจะไปทำให้เขาเป็นสุขอย่างเดียว
เพราะฉะนั้น ก็เลยมาเชื่อมเรื่องวันวาเลนไทน์กับวันมาฆบูชาได้ ถ้าจะเทียบกันก็เทียบแบบนี้ แต่เมื่อกี้เราบอกแล้วว่าเราไม่ไปวิจารณ์หรอก แต่ว่าให้รู้ซะ จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง
ก็เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เราก็เห็นชัด ฝรั่งเองเขาก็บอกไว้แล้วว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันแห่ง Romantic Love ตอนนี้วันมาฆบูชาเราก็พูดได้เต็มปากว่า เป็นวันแห่ง Universal Love
ต่อไปโยมจะไปพูด โยมก็บอกได้เลย บอกว่าวันมาฆบูชากับวันวาเลนไทน์นี้ต่างกันอย่างไร ? เดี๋ยวนี้เขาเอามาเทียบกันว่าเป็นวันแห่งความรัก ฝรั่งเขาก็บอกแล้วนี่ว่า วันวาเลนไทน์เป็นวันแห่ง Romantic Love แล้ววันมาฆบูชาก็เป็นวัน Universal Love
ทีนี้ในเมื่อเราจะรับวันวาเลนไทน์ เราก็ควรจะรับด้วยสติปัญญา รับอย่างคนมีอารยธรรม เราเป็นอารยชนก็ต้องทำด้วยความรู้ความเข้าใจ แล้วก็เอามาขัดเกลาให้ประณีต
ต่อไปวันวาเลนไทน์นี่ เมื่อเราไม่หลงใหลเพลิดเพลินนะ เราก็ได้ประโยชน์ ถ้าเราหลงใหลเพลิดเพลินไปตามกระแส เราก็ขออภัยก็อย่างที่บอกเมื่อกี้ คือ หลงใหลก็กลายเป็นทาส
แต่ถ้าเราเอาวันวาเลนไทน์มาใช้ประโยชน์เป็น มันก็จะเป็นทุนด้วยส่วนหนึ่ง เราก็ไม่หมดความเป็นไทย
ถ้าหากว่ากลายเป็นทาสแล้ว วันวาเลนไทน์ก็จะทำให้คนไทยหมดความเป็นไทย แต่ทีนี้ถ้าเราใช้เป็น เราก็ไม่หมดความเป็นไทย วันวาเลนไทน์ก็ยังคงทำให้เราคงความเป็นไทย แล้วคนไทยที่มีความดีงาม มีความสามารถ ก็จะทำวันวาเลนไทน์นั้นให้กลายเป็น วันวาเรนท์ธรรม
ถ้าใครเก่ง ก็ทำวันวาเลนไทน์ให้กลายเป็นวันวาเรนท์ธรรม ก็จะมาประสานกันเปลี่ยนชื่อซะใหม่ก็ยังได้ ให้วันวาเลนไทน์นี่ให้เป็นวาเรนท์ธรรมไปเลย อย่างน้อยก็เอาไปแบ่งกันก็ได้ พอถึงวันวาเลนไทน์ก็เรียกสองอย่าง คนนี้จะเป็นวาเลนไทน์ คนนั้นจะเป็นวาเรนท์ธรรม
ก็ไม่รู้ล่ะ เราทำด้วยความรู้นี่ ใครจะมาเถียงคนรู้ล่ะ เอ้า..คุณจะว่าอย่างไรถ้าเรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละ ความรู้พื้นฐานมันมีอยู่ เอามาใช้ประโยชน์ซะ
ตกลงว่า พุทธศาสนิกชนจะต้องมีความมั่นใจในตนเอง คือมั่นใจด้วยปัญญาที่รู้เข้าใจความจริงชัดเจน แล้วมีเจตนาที่ดี มีความมั่นหมายที่สร้างสรรค์ ในการนำเอาสิ่งต่างๆ นี้ มาใช้ให้เป็นประโยชน์
ถ้าอย่างนี้แล้ว เราจะรับอะไรต่ออะไร เราก็ไม่เสียหาย เพราะเรามีหลักของเรา
วันนี้ก็เลยขอโอกาสเหมือนจะว่านอกเรื่อง แต่ที่จริงไม่ใช่นอกเรื่องเลย เป็นการพูดในเรื่องแท้ๆ แล้วโยมรู้เข้าใจชัดเจนอย่างนี้แล้ว ก็จะได้ปฏิบัติการในเรื่องวันมาฆบูชานี้ได้อย่างมั่นใจตนเอง เกิดสมาธิใจไม่ฟุ้งซ่านวอกแวก ถ้าใครยังฟุ้งซ่านวอกแวกอีกก็มาถามกันได้
แล้วถ้าเด็กคนไหนอยากรู้ ก็มาขอได้ว่าไปค้นที่ไหน? แต่ว่าจะไปค้นใน Internet อย่างเดียวไม่ได้ เพราะใน Internet นี่ ต้องมีความสามารถในการค้นเพราะว่าใน Internet นี่ เราอาจจะได้ข้อมูลหลักก็มี ข้อมูลหลอกก็มี ดีไม่ดีแทนที่จะได้ข้อมูลหลัก ก็กลับไปได้ข้อมูลหลอกก็เสียอีก
ข้อมูลขยะเดี๋ยวนี้เยอะ ฝรั่งเขาก็เตือนกันแล้วว่า Information ที่มาทาง Internet นี่จะเป็นขยะมากมาย เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ไม่เป็นในโลกปัจจุบันนี้ แม้จะมีอารยธรรมเจริญในเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้สติปัญญา ไปเก็บเอาแต่เศษขยะใน Internet มา ก็เลยไม่ได้ Information ที่เป็นประโยชน์ ก็เลยกลับขออภัย เพิ่มโมหะหลงใหลหนักเข้าไปอีก
เพราะฉะนั้น เราเป็นชาวพุทธแล้ว เราต้องเป็นผู้ตื่น แล้วก็เป็นผู้รู้ เป็นผู้เบิกบาน ก็คือเริ่มที่ความรู้ ต้องมีปัญญาปฏิบัติจัดการกับสิ่งทั้งหลาย
เรื่องวันวาเลนไทน์ก็เป็นอย่างที่ว่ามานี่แหละ แต่ทีนี้ที่ว่าการที่มีคนมานิยมกันมากเวลานี้ในเมืองไทยเราน่ะ เป็นเพราะอะไร? เรื่องนี้ก็ไม่ยาก ก็ได้มีหลายท่านได้วิจารณ์กันไปแล้ว แม้แต่มองกันง่ายๆ ก็เห็นชัดว่า มันเป็นเพราะเรื่องกระแสโลกาภิวัตน์
แล้วโลกาภิวัตน์เรื่องนี้ที่สำคัญก็มีสองด้าน คือ กระแสโลกาภิวัตน์ด้านบริโภคนิยม อย่างที่มองเห็นกันอยู่ทั่วไปแล้วในสังคมของเราปัจจุบันนี้ มีการเสพบริโภควุ่นวายอยู่กับเรื่องนี้มาก การนิยมวาเลนไทน์ก็เข้าแนวนี้
แล้วก็สอง คือ กระแสด้านโลกาภิวัตน์ด้านธุรกิจ โดยเฉพาะด้านธุรกิจนี้ก็มาเอาด้านบริโภคนิยมนี้แหละ ใช้เป็นเครื่องมือก็ได้ ก็โดยการไปกระตุ้นความนิยมเสพบริโภคของผู้คน ให้มาสนองความต้องการทางธุรกิจ วันวาเลนไทน์ก็เข้ากับกระแสนี้ด้วย แล้วยิ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มองในด้านความรักแบบหนุ่มสาวอะไรนี่ มันก็เป็นเรื่องที่สนองความต้องการตามธรรมชาติของคนโดยทั่วไป
แต่ในแง่ของวัฒนธรรมก็คือว่าเรายอมรับความจริงอย่างนี้ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้มันประณีตดีขึ้น แล้วก็ให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้ชีวิตดีงามขึ้นสังคมดีงามขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อที่ควรคิดพิจารณา
แล้วเราก็สามารถเอามาโยงกับวันมาฆบูชาอย่างที่พูดไปแล้ว และก็ได้ให้ข้อสังเกตว่า การที่เราจะปฏิบัติในเรื่องอะไร อย่างเช่นว่าเรื่องวันวาเลนไทน์ได้ถูก เราต้องมีความรู้ความเข้าใจ
ทีนี้สังคมไทยเวลานี้ พูดได้ว่าเกลื่อนไปด้วยการแสดงความเห็น แต่ไม่ค่อยมีการหาความรู้ เพราะฉะนั้นเราก็สับสนวุ่นวาย
เรื่องนี้เราจะต้องย้ำกัน แล้วย้ำมาเรื่อย ก็คือว่า การแสดงความคิดเห็นจะต้องมากับการแสวงหาความรู้ สังคมไทยเราขาดมานานแล้วด้วย เรื่องการขวนขวายใฝ่รู้หาความรู้กัน ซึ่งเราถือว่าเป็นวัฒนธรรมทางปัญญา หรือจะเรียกว่าวัฒนธรรมแห่งการแสวงหาปัญญาก็ได้
จะต้องพัฒนาคนของเราให้หนักแน่นในเรื่องนี้ เอาจริงเอาจังกันให้มาก ผู้ใหญ่ก็เน้นแสดงความเห็นไปหาความรู้ หรือตั้งอยู่บนฐานของความรู้ พร้อมกันนั้น เด็กถ้ายังไม่พร้อมจะแสดงความเห็น กำลังอยู่ระหว่างหัดแสดงความเห็น ยังเล่นมากอยู่ เราก็พูดกันว่า ให้การเล่นนั้นเป็นการเล่นอย่างได้ความรู้ หรือ เล่นมาด้วยกันกับรู้เล่นอย่างมีความรู้
เล่นอย่างได้ความรู้ แล้วก็ได้ความรู้พร้อมไปกับการเล่น ได้ทั้งเล่นได้ทั้งรู้ อย่างนี้ล่ะก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น
การเล่นของเด็กเวลานี้ก็ไปเป็นเรื่องของการสนุกสนานบันเทิง แม้แต่ทางทีวีเรื่องของ Internet อะไรต่ออะไรน่ะ ก็เป็นเรื่องเล่นอย่างหนึ่ง เราเน้นไปทางเล่นกันมาก การหาความรู้ก็น้อย แล้วถ้าจะเล่น ก็เล่นอย่างได้ความรู้ คู่กันไปกับการหาความรู้.
*****
ขอขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/tocare