ธรรมะทวิสเตอร์

ปฏิทินธรรมะ

กุมภาพันธ์ 2012
SuMoTuWeThFrSa
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 

ติดต่อเราได้ที่

หอจดหมายเหตุ
พุทธทาส อินทปัญโญ

สวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ)
ถนนนิคมรถไฟสาย ๒ 
แขวงจตุจักร เขตจตุจักร  
กรุงเทพฯ  ๑๐๙๐๐

แผนที่และการเดินทาง:  

ข้อมูลการเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน

ข้อมูลการเดินทางโดยรถสาธารณะ

โทรศัพท์: ๐-๒๙๓๖-๒๘๐๐

โทรสาร: ๐-๒๙๓๖-๒๙๐๐

อีเมล์: info@bia.or.th

เว็ปไซต์: www.bia.or.th
www.dhamma4u.com 

full calendar

เข้าสู่ระบบ



สถิติการเข้าชม

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1423351
เรามี 57 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กัลยาณมิตร

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Designed by:
มองอนาคตผ่านแนวคิดและชีวิตท่านพุทธทาส PDF พิมพ์
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
รวมบทความ - พระพรหมคุณาภรณ์
เขียนโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)   
วันอังคารที่ 18 พฤษจิกายน 2008 เวลา 15:21

ท่านผู้มาที่นี่ จะให้อาตมาพูดเรื่องมองอนาคตผ่านแนวคิดและชีวิตของท่านพุทธทาสนี่ ในแง่หนึ่ง ก็อย่างที่ว่าตัวอาตมาเองก็อาจจะอ่านไม่เพียงพอ และอีกแง่หนึ่ง การที่จะพูดว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้คิดอะไรอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ยาก ต้องระวังมาก
แม้แต่ชื่อเรื่องที่บอกว่า “มองอนาคตผ่านแนวคิดและชีวิตท่านพุทธทาส” ก็แปลความหมายได้หลายอย่าง ถ้าแปลง่ายๆ ก็เหมือนกับบอกให้มองอนาคตของโลก หรือของมนุษยชาติ หรือของอะไรก็แล้วแต่ เอาแค่มองว่ามันจะเป็นไปอย่างไร เป็นแง่ที่เราเพียงแต่ดูว่ามันจะเป็นอย่างไรเท่านั้น และถ้ามันจะเป็นอย่างไร เราก็แค่มองดูแล้วก็ปล่อยให้มันเป็นของมันไป ซึ่งเราไม่เกี่ยวข้องด้วย ถ้ามองแง่นี้ ก็ต้องไปขุดค้นดูว่า ท่านพุทธทาสมีแนวคิดในเรื่องนี้อย่างไร ท่านมองอย่างไร
แต่อาตมาคิดว่า แทนที่จะมองอย่างนั้น เราน่าจะมองแบบมีส่วนร่วม คือมองอนาคตของโลกหรือของมนุษย์ก็ตามว่า เราจะจัดการให้เป็นอย่างไร หรือจะพูดให้เบากว่านั้นหน่อยก็ได้ว่า มองอนาคตของโลกว่าเราจะช่วยทำให้เป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อพูดให้เต็มตามขั้นตอนก็คือ เป็นการมองในแง่ว่า อนาคตของโลกควรจะเป็นอย่างไร ท่านพุทธทาสมุ่งต่ออนาคตที่จะให้เป็นอย่างไร ที่เราควรจะจัดการให้เป็นไปตามนั้น แล้วเราจะช่วยกันทำให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร อันนี้อาตมาคิดว่าเป็นการมองที่มีความหมายและสำคัญมากกว่า ถ้าไปมองแค่ว่ามันจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่ค่อยมีส่วนร่วม และประโยชน์ที่ได้ก็น้อย
ถ้าเราจะมองอนาคตที่ว่านั้นในแง่ที่ผ่านชีวิตและแนวคิดของท่านพุทธทาส มันก็โยงมายังเงื่อนไขว่า เราต้องเข้าใจแนวคิดของท่านพุทธทาสอย่างถูกต้องชัดเจน ไม่ให้กลายเป็นว่ามองไปมองมาก็เจอแต่แนวคิดของตัวเราเอง และก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมองตรงกัน
จึงเป็นเรื่องสำคัญมากว่า ก่อนจะมองไปที่อนาคตโดยผ่านชีวิตและแนวคิดของท่านพุทธทาสนั้น อาจจะต้องถามกันก่อนว่า เรามองชีวิตและแนวคิดของท่านพุทธทาสว่าเป็นอย่างไร เรามองท่าน เราเข้าใจท่านอย่างไร ไม่ใช่อยู่ๆ ก็จะมาถือว่าเราเข้าใจท่านแล้ว
เพราะฉะนั้น เรื่องจึงกลับลงมาสู่ปัญหาพื้นฐานเลยว่า แนวคิดของท่านพุทธทาสเป็นอย่างไร ซึ่งอาจเป็นหัวข้อสำคัญที่ผู้ศึกษางานของท่านพุทธทาสจะต้องมาช่วยกันวิเคราะห์ถกเถียงกัน โดยไม่ด่วนตัดสินหรือสรุป เพราะท่านพุทธทาสมองอะไรกว้างขวางและมีผลงานมากมาย การสรุปที่ว่านั้นจึงมีความเสี่ยงภัยอยู่ บางทีเราอาจแค่ได้ยินได้ฟังหรืออ่านหนังสือของท่านบางเล่ม เห็นข้อความบางอย่าง แล้วจับเอามาสรุปว่าท่านคิดเห็นอย่างนั้น เลยกลายเป็นมองท่านผิดไป
จริงอยู่ว่า ท่านพุทธทาสก็พูดออกมาจากความคิดความเห็นของท่าน แต่ถ้าเราไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของกรณีเฉพาะนั้น และไม่รู้ความคิดพื้นฐานกว้างๆ ทั้งหมดของท่านพุทธทาส เราก็จะมองไปตามความคิดเห็นความรู้สึกของตัวเราเอง เท่ากับว่าเราก็แค่ตีความไปตามความคิดความรู้สึกของตัวเราและโดยขาดการวิจัยเสียด้วย ก็จะทำให้เกิดปัญหา และบางทีก็ยุ่งเหมือนกัน
ถึงจะยาก แต่ก็ให้มีหลักมีแนว อย่างน้อยหาสิ่งที่พอจะมั่นใจมาตั้งไว้ช่วยในระดับหนึ่ง ในการมองแนวคิดของท่านพุทธทาสนี้ ในขั้นที่หนึ่งเรามองที่เจตนาของท่านก่อน เจตนาของท่านพุทธทาสเป็นอย่างไรนั้น เราเห็นค่อนข้างชัด แม้แต่ชื่อของท่านเอง ท่านก็เรียกตัวท่านว่า “พุทธทาส” ซึ่งแปลว่าทาสของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งอธิบายความหมายไว้เสร็จ พูดตามแบบภาษาของเราง่ายๆ ว่าท่านอุทิศชีวิตของท่านเพื่อการสนองงานของพระพุทธเจ้า
งานของพระพุทธเจ้าคืออะไร พระพุทธเจ้าตรัสบ่อยมาก โดยเฉพาะสำหรับพระสงฆ์นั้นทรงย้ำนักว่า จงแสดงธรรม จงประกาศธรรม พหุชนสุขายะ เพื่อประโยชน์สุขของพหูชน คือเพื่อประโยชน์สุขของคนจำนวนมาก โลกานุกัมปายะ ด้วยเมตตาการุณย์ต่อชาวโลก หมายความว่า พระพุทธศาสนามีไว้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็จะต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
เพราะฉะนั้น เราก็พูดได้ว่า เพื่อจะสนองงานของพระพุทธเจ้า ท่านพุทธทาสได้นำพุทธธรรมมาสื่อสารกับมนุษย์ร่วมสมัย ให้คนดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงามมีความสุข และช่วยกันแก้ปัญหาความชั่วร้ายเบียดเบียน ร่วมกันสร้างสรรค์โลกให้มีสันติสุข
การที่ท่านพุทธทาสมุ่งจะสนองงานของพระพุทธเจ้า ก็คือท่านมีเจตนาพื้นฐานที่จะทำงานเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สุขของประชาชน ที่จะทำให้โลกอยู่ร่มเย็นเป็นสุข หรือจะใช้คำอะไรก็ตามแต่ อันนี้ถือว่าเป็นเจตนาพื้นฐาน แล้วท่านก็มุ่งไปในทางนี้
เจตนาเป็นหลักสำคัญในการมองงานของท่าน คือการที่จะทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เพื่อแก้ปัญหาของโลก เพื่อทำโลกนี้ให้ดีขึ้น ให้อยู่อย่างที่เรียกว่ามีสันติสุข นี้เป็นขั้นหนึ่ง คือเจตนา ซึ่งโยงไปถึงจุดหมาย
เมื่อเห็นเจตนา ก็ได้ความเข้าใจต่อบุคคลในขั้นพื้นฐาน และแนวคิดก็เป็นเรื่องของเจตนาด้วย แล้วมันก็เป็นเรื่องในระดับของจิตซึ่งเป็นธรรมชาติพิเศษของมนุษย์ที่ทุกคนมีจิตด้วยกันทั้งนั้น มันมีเวลาที่เป็นไปได้ว่าจิตของเรากับจิตของท่านถึงกัน สอดคล้องกัน แล้วเราก็มั่นใจแน่ใจไปด้านหนึ่ง ในการที่จะมองต่อไปถึงงานของท่านที่มีมากมาย ทีนี้ก็เน้นที่ปัญญา
ถ้าเรายังไม่สว่างชัดทั่วตลอด ก็อย่างที่พูดเมื่อกี้ว่าต้องระวัง เอาในขั้นนี้ก่อนว่า แนวคิดของท่านซึ่งเป็นแนวเจตนานั้น ก็คือแนวคิดที่จะทำให้โลกร่มเย็นเป็นสุข ตรงนี้ ขอให้ถามตัวเองว่า เรายอมรับไหมว่าอันนี้เราแน่ใจ
ต่อไปก็มองที่ตัวหนังสือบ้าง ซึ่งเป็นคำพูด หรือคำเทศนาของท่าน บางคนก็ไปจับเอาเฉพาะบางส่วน เช่นที่ท่านเคยพูดว่า พระไตรปิฎกต้องฉีกออกเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ แล้วบางคนนั้นก็บอกทำนองว่า พระไตรปิฎกมีส่วนที่ไม่ควรใช้ ไม่ควรเชื่อถือหลายเปอร์เซ็นต์
ทีนี้ ถ้าไม่เข้าใจความคิดพื้นฐานของท่าน บางคนก็อาจเลยไปถึงขั้นเอาไปอ้างว่าท่านพุทธทาสเห็นว่าพระไตรปิฎกไม่น่าเชื่อถือ บางคนก็ไปพูดทำนองว่าแนวคิดท่านพุทธทาสเป็นเชิงปฏิวัติ จะปฏิวัติแม้แต่พระไตรปิฎก
ในเรื่องนี้ ถ้าเรามองพื้นฐานจากความเป็นมาเพื่อให้เห็นกว้างเห็นยาวทั่วตลอด เช่นอาตมามองเริ่มจากหนังสือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ของท่านเอง แล้วต่อมาก็จะเห็นว่าท่านพุทธทาสออกหนังสือจากพระโอษฐ์เยอะ ทั้งขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ อริยสัจจากพระโอษฐ์ และปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ถ้ามองดูหนังสือแบบนี้ อย่างน้อยก็จะเห็นว่าท่านพุทธทาสเอาจริงเอาจังมากกับพระไตรปิฎก ท่านอยู่กับพระไตรปิฎกมามากมายยาวนาน ท่านตั้งใจค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเอาจริงเอาจังมาก
เมื่อมองมาถึงตอนนี้ เราอาจจะพูดว่า ท่านพุทธทาสเป็นผู้เอาจริงเอาจัง ซื่อสัตย์ต่อพระไตรปิฎกมาก แต่พร้อมกันนั้นท่านก็มีท่าทีที่ไม่ได้เชื่อเรื่อยเปื่อย ไม่ได้เชื่องมงายว่าอะไรๆ ที่อยู่ในคัมภีร์ชุดที่เรียกว่าพระไตรปิฎกแล้วจะต้องเชื่อตามทั้งหมด แล้วท่านพูดท่านสอนอย่างข้างต้นนั้น ก็เป็นการมุ่งจะกระตุกเตือนคนให้ตั้งทัศนคติที่พอดีๆ มีเหตุผล
เป็นอันว่า การที่จะไปพูดเรื่องมองอนาคตหรืออะไรก็ตามโดยผ่านงานของท่านพุทธทาสนี้ ก่อนจะถึงขั้นนั้น มันกลายเป็นว่า การมองของเราในเรื่องอนาคตนั้น ก็มาขึ้นต่อการที่ว่าเรามองแนวคิดและผลงานของท่านอย่างไรก่อน อันนี้เป็นเรื่องพื้นฐานเลยทีเดียว ซึ่งต้องชัด มิฉะนั้นเราอาจจะก้าวข้ามขั้นตอนไปก็ได้
ถ้าคนที่มาพูดเรื่องมองอนาคตหรือมองการจัดการอนาคตผ่านแนวคิดชีวิตของท่านพุทธทาสนั้น แต่ละคนก็มีในใจของตัวเอง ซึ่งมองแนวคิดของท่านไว้คนละอย่าง เสร็จแล้วก็อาจจะมาพูดไปคนละทางสองทาง เพราะฉะนั้น การที่จะมองเรื่องที่ตั้งไว้ เราจึงต้องชัดว่า แนวคิดชีวิตของท่านเป็นอย่างไร
สำหรับอาตมาก็ได้เสนอตั้งแต่ต้นว่าให้มองตั้งแต่เจตนาของท่าน ถ้าเราแน่ใจว่าท่านมีเจตนาที่จะสนองพุทธประสงค์รับใช้พระพุทธเจ้า ในการประกาศธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชนด้วยเมตตาการุณย์ต่อชาวโลก เมื่อท่านตั้งใจทำงานนี้ถึงกับอุทิศชีวิตให้ทั้งหมด งานของท่านที่ออกมาก็เพื่อสนองพุทธประสงค์นี้ แล้วเราก็มองท่านออกในแง่หนึ่ง
ทีนี้ ถ้าเรามีเจตนาที่สอดคล้องกับแนวทางนี้ด้วย ก็เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนา อย่างน้อยตัวเราเองก็เข้าทางแล้ว ถ้าท่านพุทธทาสมีเจตนาอย่างนั้นซึ่งถือว่าเป็นกุศล เราก็ต้องทำเจตนาของเราให้เป็นกุศลอย่างนั้นด้วย
ในการมาวิเคราะห์มาพูดเรื่องของท่านพุทธทาสกัน อย่างน้อยขอให้เรามีเจตนาที่เป็นกุศล โดยมุ่งศึกษางานของท่าน เพื่อเอามาใช้ เอามาสอน เอามาเผยแพร่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เพื่อทำให้โลกอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็คิดว่าเป็นส่วนที่เราจะได้สนองงานรับใช้ท่านพุทธทาส
ในขณะที่ท่านพุทธทาสสนองงานรับใช้พระพุทธเจ้า เราก็มาศึกษางานของท่าน และมาจัดงานร้อยปีท่านพุทธทาส เหมือนเป็นการจำกัดขอบเขตลงมาในขั้นสนองงานรับใช้ท่านพุทธทาส
แต่เมื่อทำอย่างนี้ ก็กลายเป็นว่าเราได้รับใช้ทั้งสองระดับ เพราะว่าท่านพุทธทาสสนองงานรับใช้พระพุทธเจ้าอยู่แล้ว เมื่อเราสนองงานรับใช้ท่านพุทธทาส ก็กลายเป็นว่าเราได้สนองงานรับใช้พระพุทธเจ้าไปด้วยในตัว
เรื่องเป็นอย่างนี้ คือ เราไม่มีกำลังของเราเองพอที่จะสนองงานรับใช้พระพุทธเจ้าได้ทันทีโดยตรง เพราะบางทีเราเข้าไม่ค่อยถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็มาอาศัยท่านพุทธทาสเป็นหนทางให้ โดยที่ท่านช่วยนำเสนอคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจง่าย เราก็มาอาศัยท่านพุทธทาสในการที่จะเข้าไปสู่คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น แล้วเราก็สนองงานรับใช้ท่านพุทธทาส โดยสอดคล้องหรือช่วยหนุนการที่ท่านสนองงานรับใช้พระพุทธเจ้า
ต้องยอมรับว่า เมืองไทยได้ห่างเหินจากการศึกษาพระพุทธศาสนามานานมาก ท่านพุทธทาสเป็นผู้บุกเบิกใหญ่ท่านหนึ่งที่สำคัญในยุคปัจจุบัน ซึ่งมุ่งจะทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาเข้าสู่สาระอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้ว่าก่อนจะถึงสมัยของท่าน จะได้มีการพยายามฟื้นฟูการศึกษาเล่าเรียนกันขึ้นมา แต่ท่านพุทธทาสก็ยังได้เห็นสภาพที่น่าเป็นห่วง ไม่เฉพาะในชนบทเท่านั้น แม้แต่ในกรุง
ในที่สุด ท่านพุทธทาสก็ออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่สวนโมกข์ ไปพึ่งตัวเองในการที่จะศึกษาค้นคว้าหาสาระอย่างเอาจริงเอาจัง แล้วภาพที่เด่นชัดก็คือท่านมุ่งไปที่แหล่งเดิมแท้ของคำสอน ตรงไปที่การเข้าถึงคัมภีร์ อ่านตัวพระไตรปิฎก ค้นคว้าอรรถกถาทั้งหลาย
นอกจากลงลึกแล้ว ก็ขยายกว้างขวางออกไปรู้ฝ่ายมหายาน รู้ทุกศาสนา ตลอดจนรู้ให้ทันความคิดของชาวโลก ของตะวันตก เสริมขยายแนวคิดออกไป และท่านก็ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับแนวคิดของท่าน แล้วท่านเองก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางใหญ่แห่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสอน การปลุก การกระตุกของท่าน ช่วยทำให้คนไม่น้อย ตื่นตัวขึ้นมา และก้าวเข้าสู่วิถีแห่งปัญญา โดยเฉพาะทำให้คนในระดับที่เรียกว่าปัญญาชนสนใจและรู้จักพระพุทธศาสนา กันมากขึ้น
การที่เราจะเข้าใจเข้าถึงชีวิตและแนวคิดของท่านพุทธทาสได้นั้น คงไม่ใช่แค่ได้อ่านหนังสือบางเล่มบางส่วนของท่าน แต่ต้องได้รู้เห็นสภาพแวดล้อม บรรยากาศ ความเป็นไปรอบด้าน ภูมิหลัง และความเป็นอยู่ของท่านด้วย โดยเฉพาะที่ต้องเน้น เพราะเป็นตัวสะท้อนโดยตรง ในขั้นเป็นเหตุปรารภของท่านในการที่จะก้าวสู่วิถีชีวิตของพุทธทาส ก็คือสภาวการณ์ของพระพุทธศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาพระพุทธศาสนา ท่ามกลางสภาพของยุคสมัย เริ่มแต่ความคิดของท่านต่อภาวการณ์เหล่านั้น อันชี้บ่งถึงเจตนาและโยงไปสู่แนวคิดของท่าน แล้วองค์ประกอบเหล่านี้ก็น่าจะช่วยให้เรามองสิ่งที่ต้องการได้ตรงและชัดขึ้น อย่างน้อยก็ควรจะคำนึงถึงด้วย
ที่พูดนี่ก็จะให้เห็นว่า ที่แท้แล้วเราต้องมาช่วยกันมองให้กว้างขวางถ้วนทั่ว อย่าด่วนผลีผลามสรุปอะไรง่ายๆ หลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ก็มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องบุคคลที่ทรงสอนว่า อย่าไปตัดสินหรือวินิจฉัยใครง่ายๆ ว่าเขาเป็นอย่างไร
แม้แต่ในงานวิจัยทางวิชาการ เราก็ได้เห็นการใช้วิธีการแบบนี้ คือ ในใจมีภาพที่ตนยึดถือตั้งไว้ก่อนแล้ว เมื่อต้องการจะหนุนความคิดของตัว ก็ไปหาเอาข้อความที่เข้ากับความต้องการ แล้วก็ยกมาอ้าง แต่ข้อความอื่นที่ไม่เข้ากับตัว ก็มองข้ามไปเสีย ไม่หาไม่ดูไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ทั่วถึงหรือให้เพียงพอ บางทีก็รีบด่วนว่าต้องให้จบๆ ก็เลยไม่มุ่งที่ความจริงแท้และความถูกต้องเป็นจุดหมาย ไม่พุ่งเป้าไปที่ตัวประโยชน์แท้ที่เป็นการสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม แต่มุ่งเอาที่ความสำเร็จของตนเอง แต่นั่นเป็นปัญหาในระบบ ซึ่งคงไม่เกี่ยวกับกรณีของเรานี้ สำหรับในที่นี้ ก็คงเน้นที่ความเปิดกว้างอย่างทั่วรอบ
เป็นอันว่า สำหรับหลวงพ่อพุทธทาสนี้ ถ้ายอมรับกัน ก็เริ่มที่เจตนานี่แหละว่า ชีวิตของท่านมุ่งสนองงานของพระพุทธเจ้า ดังที่ท่านเรียกชื่อของท่านเองตลอดมาว่าพุทธทาสภิกขุ และท่านมีบทบาทอันเด่นที่สัมพันธ์กับยุคสมัยที่ในสังคมไทย คนไม่ใฝ่ใจทางการศึกษา คนไทยมีความเชื่อ ความรู้เข้าใจ และปฏิบัติพระพุทธศาสนาเพียงแค่ที่เป็นไปตามปรัมปรา ไม่ก้าวไปด้วยปัญญา ท่านก็มาเอาจริงเอาจังกับการแจกดวงตา พยายามปลุกคนให้ตื่นขึ้นมา ถ้าเรายอมรับอันนี้ เราก็มีภาพชีวิตและแนวคิดของท่านที่ชัดขึ้นมาแบบหนึ่ง
พระพุทธศาสนาที่เป็นตัวแท้ตัวจริงนั้น ต้องมาด้วยกันกับการศึกษา ถ้าว่าให้ถูก การศึกษานั่นแหละคือตัวพุทธศาสนา ถ้าการศึกษาไม่มี พุทธศาสนาก็ไม่มี เพราะตัวตนของพุทธศาสนาอยู่ที่การศึกษา (ที่เรียกว่า สิกขา คือไตรสิกขา)
ถ้าเมื่อไรไม่มีการศึกษา ชาวพุทธเอาแม้แต่หลักธรรมไปพูดต่อปากกันไป ไม่ช้าก็เพี้ยนหมด เหมือนอย่างที่เรามีปัญหาในปัจจุบันกับคำว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมวิหารสี่ ทั้งชุดเพี้ยนหมด เบาบ้างหนักบ้าง โดยเฉพาะอุเบกขานี่เพี้ยนเป็นพิเศษ สันโดษก็เพี้ยน วาสนาก็เปลี่ยนความหมายไปลิบลับ กลายเป็นคนละเรื่อง บางอย่างก็มีความหมายตรงข้ามจากเดิม
พุทธศาสนาอยู่ได้ด้วยการศึกษา ต้องรู้เข้าใจแล้วจึงนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง เมื่อให้คนมีสิทธิที่จะเลือกปฏิบัติ นอกจากต้องให้มีเจตนาที่ดีแล้ว เมื่อคนมีเสรีภาพทางความคิด มีเสรีภาพทางปัญญา คนก็ต้องศึกษาก่อน ถ้าไม่มีปัญญาแล้ว มันก็ใช้เสรีภาพผิด การมีเสรีภาพทางปัญญา ก็คือต้องมีปัญญารู้เข้าใจต่อสิ่งที่จะใช้เสรีภาพ และใช้เสรีภาพนั้นด้วยปัญญา ต้องรู้ในสิ่งที่จะเลือก แล้วจะได้เลือกได้ถูกต้องเป็นประโยชน์
ถ้าคนไม่มีการศึกษา ไม่มีปัญญา แทนที่จะเป็นเสรีภาพทางปัญญา ก็กลายเป็นเสรีภาพแห่งความโง่ เอาเสรีภาพไปใช้สนองความโง่เขลา ใช้เสรีภาพไปตามกิเลส แล้วก็ไปอ้างโก้ๆ ว่าเป็นเสรีภาพ คนที่ไปอ้างก็ไม่รู้ว่าอะไรถูก อะไรจริง อะไรเป็นประโยชน์ ใช้เสรีภาพเรื่อยเปื่อยไป ก็ยิ่งเกิดปัญหา อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง
เรามาพูดเรื่องการมองอนาคตผ่านความคิดและชีวิตท่านพุทธทาส ก็ขอย้ำว่า เราคงไม่ใช่มองแค่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่มองในแง่ว่าอนาคตนั้นเราน่าจะช่วยกันทำให้เป็นอย่างไร อันนี้น่าจะสำคัญกว่า
มองในแง่หนึ่ง ดูเหมือนว่า ตอนนี้เราจะมาช่วยกันเอาแนวคิดและคติชีวิตของท่านมาใช้ประโยชน์ การที่จะมองได้ผลอย่างนี้ ก็เริ่มตั้งแต่มีเจตนาที่สอดคล้องกัน ถ้าเราเข้าใจเจตนาของท่าน และมั่นใจในเจตนาของท่านที่เป็นกุศลอย่างที่ว่าท่านสนองงานของพระพุทธเจ้า มุ่งจะอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน แล้วถ้าเราตั้งเจตนาอย่างนั้นได้ ก็สอดคล้องกัน ก็น่าอนุโมทนาอย่างมาก
ขออนุโมทนาท่านผู้ที่จัดงานนี้ขึ้นด้วยเจตนานี้ อันน่าชื่นใจ แล้วก็หวังว่า เจตนานั้นจะให้เกิดการกระทำที่จะนำไปสู่สังคมที่ดีงาม ผลที่เราต้องการแท้ๆ คือการแก้ปัญหา ที่เป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วนที่โลกกำลังต้องการ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ ชีวิต แนวคิด และงานของท่านก็จะเป็นประโยชน์ที่แท้จริง
การมองท่านพุทธทาสก็อย่างที่ว่าแล้ว คือ เมื่อมองอะไรข้างหน้าที่จะเอาแนวคิดของท่านไปใช้ เราก็ต้องชัดในแนวคิดของท่าน โดยไม่ด่วนตัดสิน เมื่อศึกษาไป ก็ต้องเผื่อใจไว้ แล้วทางวาจาก็ต้องเผื่ออีกด้วย โดยรู้จักพูดว่า เท่าที่เราศึกษา เราเข้าใจอย่างนี้
ในเรื่องวิธีพูดนี้ ในพระไตรปิฎกก็สอนไว้ เวลาพูดอะไร ก็ให้อนุรักษ์สัจจะ แปลว่าอนุรักษ์ความจริง คือไม่เอาตัวเองหรือแนวคิดความเชื่อของตัวเองไปตัดสินความจริง เช่น พูดทำนองว่า เท่าที่ข้าพเจ้าได้ศึกษามา ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านพุทธทาสเห็นอย่างนี้ หรือมีแนวคิดอย่างนี้ นี่เป็นวิธีพูดที่เรียกว่าอนุรักษ์สัจจะ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไปตัดสินว่าท่านพุทธทาสคิดว่าอย่างนี้ นี่เรียกว่าไม่อนุรักษ์สัจจะ
ท่าทีอนุรักษ์สัจจะนี้ จะเรียกว่าถ่อมตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เป็นขั้นหนึ่งของกระบวนการที่จะทำให้เราก้าวหน้าไปในการศึกษา เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐิ คือ พอคนหนึ่งบอกว่าท่านพุทธทาสคิดอย่างนี้ ก็เป็นทิฏฐิความเห็นของตัวเขาเอง พอแต่ละคนไปยึดในทิฏฐิของตัวเอง แล้วเอาทิฏฐิมาตัดสินสัจจะ ก็ทะเลาะกัน ตัวทิฏฐิมันก็ขวางกั้นปัญญา ไม่ให้เข้าถึงสัจจะ พูดรวบรัดว่าทิฏฐิมาขวางกั้นสัจจะ แทนที่จะเข้าถึงความจริง ก็เลยเกิดปัญหา
ท่านจึงช่วยสอนแม้แต่วิธีพูด ซึ่งช่วยให้เราไม่เอาตัวทิฏฐิมาเป็นขวากหนามของสัจจะ ที่จะกั้นการก้าวหน้าไปในการค้นหาความจริง การรู้จักพูดแบบอนุรักษ์สัจจะนั้น ไม่ใช่แค่ช่วยให้ไม่ทะเลาะกัน และเราไม่กั้นตัวเองเท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้เรามาร่วมกัน ในการที่จะก้าวไปสู่ความจริง และทำประโยชน์
อาตมาได้พูดมายาวมากแล้ว แต่พูดอยู่แค่มองท่านพุทธทาส ยังไม่ทันได้พูดว่าแล้วเราควรจัดการหรือช่วยกันทำอนาคตให้เป็นอย่างไร โดยผ่านแนวคิดและชีวิตของท่านพุทธทาส เลยต้องขอฝากเอาไว้ ให้ท่านที่มาช่วยกันระดมความคิด ที่เป็นเจตนาความหวังดีต่อสังคมประเทศชาติมองต่อไป อาตมาขอพูดไว้แค่นี้

 

เขียนความคิดเห็นของคุณ

BoldItalicUnderlineStrikethroughSubscriptSuperscriptEmailImageHyperlinkOrdered listUnordered listQuoteCodeHyperlink to the Article by its id
ชื่อผู้เขียน:
E-Mail:
ชื่อเรื่อง:
ความคิดเห็น:
 

รวมคลิปรายการพื้นที่ชีวิต

You need Flash player 6+ and JavaScript enabled to view this video.

ธรรมะ Online

ป้ายโฆษณา

กลุ่มงานของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

•	จัดระบบเป็นกลุ่มงาน ร่วมกันรับผิดชอบ
ขับเคลื่อนและประสานเป็นกลุ่ม แบบมี
ภาระพันธกิจที่ชัดเจน
• คณะทำงานประกอบด้วยผู้ประสานหลัก
ของกลุ่มงานทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน
กลุ่มงาน กับคณะของคนทำงาน

กลุ่มงานอำนวยการ
กลุ่มงานการเงินและบัญชี
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
 และโสตทัศนูปกรณ์
กลุ่มงานกิจกรรม ๑
กลุ่มงานกิจกรรม ๒
กลุ่มงานผลิตหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานคลังและกระจายหนังสือ
และสื่อธรรม
กลุ่มงานห้องหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานเผยแผ่และประชาสัมพันธ์