ธรรมะทวิสเตอร์

ปฏิทินธรรมะ

กุมภาพันธ์ 2012
SuMoTuWeThFrSa
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 

ติดต่อเราได้ที่

หอจดหมายเหตุ
พุทธทาส อินทปัญโญ

สวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ)
ถนนนิคมรถไฟสาย ๒ 
แขวงจตุจักร เขตจตุจักร  
กรุงเทพฯ  ๑๐๙๐๐

แผนที่และการเดินทาง:  

ข้อมูลการเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน

ข้อมูลการเดินทางโดยรถสาธารณะ

โทรศัพท์: ๐-๒๙๓๖-๒๘๐๐

โทรสาร: ๐-๒๙๓๖-๒๙๐๐

อีเมล์: info@bia.or.th

เว็ปไซต์: www.bia.or.th
www.dhamma4u.com 

full calendar

เข้าสู่ระบบ



สถิติการเข้าชม

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1423357
เรามี 57 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กัลยาณมิตร

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Designed by:
จากวาเลนไทน์ สู่วาเรนท์ธรรม (๑) PDF พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
รวมบทความ - พระพรหมคุณาภรณ์
เขียนโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)   
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2009 เวลา 11:45

 

     ขอเจริญพร อนุโมทนาโยมญาติมิตรสาธุชนทุกท่าน ที่ได้มาร่วมกันทำบุญในวันมาฆบูชา โดยเฉพาะในเวลานี้ก็จะถือเป็นการเริ่มต้นเวียนเทียน การมาทำบุญอย่างนี้ ก็เป็นวัตรปฏิบัติของชาวพุทธผู้มีศรัทธามั่นคง เรามาทำบุญร่วมกันนี้ มีความหมายหลายอย่าง เป็นการบำเพ็ญคุณความดี ทั้งเป็นกุศลแก่ตนเอง และพร้อมกันนั้น ก็เป็นการทำความดีให้แก่สังคม แก่พระพุทธศาสนา 

     ในแง่ที่เราเป็นพุทธศาสนิกชนนั้น หน้าที่อย่างหนึ่งก็คือ การบำรุงพระพุทธศาสนา เมื่อโยมญาติมิตรสาธุชนมาในวันนี้ ก็ไม่ใช่เป็นการทำบุญเพื่อตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ว่าเป็นการที่เราได้มาแสดงความสามัคคีในพุทธบริษัททั้งหมด

 

     คือการที่ทั้งฝ่ายพระสงฆ์และญาติโยม จะได้มาทำกิจกรรมที่เป็นบุญเป็นกุศลด้วยกัน แล้วก็เป็นการแสดงน้ำใจต่อพระพุทธศาสนา ว่าเวลามีการงานหรือกิจกรรมใดก็ตามของพระศาสนา เราก็ไม่ละทิ้ง

 

     มาร่วมด้วย แสดงน้ำใจส่งเสริมพระพุทธศาสนา แล้วเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระรัตนตรัย โดยเฉพาะก็เป็นวันที่เรามาบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

 

     ด้วยการกระทำอย่างนี้ ก็ชื่อว่าได้มีส่วนในการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาด้วย เพราะว่ากิจการงานพระพุทธศาสนาจะดำเนินไปได้ ก็ด้วยการมีเหล่าพุทธศาสนิกชนนี้ มาร่วมการ ร่วมกิจกรรม มาช่วยกัน

 

     บางท่านก็อาจจะมาตั้งแต่หลายวันก่อน โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ ก็ได้มาช่วยเตรียมการทำความสะอาด มาจัดนิทรรศการ มาช่วยอะไรๆ ต่างๆ มากมาย เป็นต้น

 

     อันนี้ก็เป็นการแสดงออก แม้จะมาเพียงพิธีนี้ ก็ชื่อว่าได้แสดงน้ำใจแล้วต่อพระพุทธศาสนา แล้วก็เป็นส่วนร่วมในการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา พร้อมกันนั้นก็เป็นการทำหน้าที่ต่อสังคมไปด้วย ให้เห็นว่าเรานี้ยังดำรงรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของประเทศหรือของสังคมไทยนี้ไว้

 

     สังคมจะดีอยู่ได้ ก็เพราะมีคนที่มาทำกิจกรรมดีงาม ที่เป็นบุญเป็นกุศล เมื่อเรามีคนมาร่วมกันทำความดีมากๆ มาร่วมกิจกรรมกันทางพระพุทธศาสนามากๆ ก็จะมีความอุ่นใจขึ้นว่า สังคมนี้มีความเจริญก้าวหน้าในทางที่ดีงาม ยังมีการปฏิบัติในทางศีลธรรมและการรักษาวัฒนธรรมอยู่ สังคมก็เจริญมั่นคงและมีความงดงาม

 

     เพราะฉะนั้น การที่เรามาร่วมทำกิจกรรมกันในวันนี้ มีความหมายหลายอย่าง แม้แต่ในแง่ส่วนตัวของแต่ละท่าน ที่ว่ามาทำบุญทำกุศลนี้ ก็ไม่ใช่ว่ามาตัวคนเดียว หลายท่านนี้มากับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ มากับลูก คุณปู่คุณย่า ตา ยาย อาจจะมากับหลาน ที่มาด้วยกันก็เป็นน้ำใจที่มีเมตตา กรุณา มีความรักกันในครอบครัว

 

     คุณพ่อคุณแม่มีเมตตาต่อลูก ก็อยากให้ลูกนี้อยู่ในความดีงาม ไม่เถลไถล แล้วได้เห็นลูกมาทำบุญทำกุศลที่วัด คุณพ่อคุณแม่ก็จะรู้สึกปลาบปลื้มใจ ทางภาษาพระเรียกว่าได้ ปีติ ปราโมทย์ 

     ก็เป็นความเจริญงอกงามของจิตใจ ปู่ย่าตายายก็เช่นเดียวกัน เห็นลูกหลานมาวัดทำความดีงามก็สบายใจ แล้วลูกหลานก็เหมือนกัน ถึงวันนี้ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย บางท่านก็ไม่ค่อยมีแรง ไปไหนด้วยตัวเองไม่สะดวก ถึงวันนี้เรามาช่วยท่าน ขับรถให้ท่าน หรือพาท่านมา ก็เป็นความอบอุ่นในครอบครัว แล้วก็ได้เกิดความซาบซึ้งใจ เห็นคุณพ่อคุณแม่ได้ทำบุญทำกุศล มีความปีติยินดี จิตใจแช่มชื่นสบาย ลูกหลานก็พลอยมีความสุขไปด้วย

 

     อันนี้ก็คือเป็นเรื่องบุญเรื่องกุศลทั้งนั้นแหละ ทั้งหมดนี้เราใช้คำเดียวที่ว่าไปทำบุญ ได้ความหมายครบถ้วนหมดเลย มีทั้ง หนึ่ง ศรัทธา นี่เป็นคุณธรรมสำคัญที่เป็นสิ่งผูกพันเราไว้ในพระศาสนาและพระรัตนตรัย เรามีศรัทธา เราก็มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ จิตใจของเราก็สดใสมีกำลัง มีทางที่มุ่งวิ่งแล่นไปไม่หงอยเหงา ไม่เหี่ยวเฉา แล้วก็ไม่ว้าเหว่ 

 

     คนที่มีศรัทธานี้เหมือนมีเพื่อนใจอยู่แล้ว เมื่อมีเมตตากรุณาอย่างที่กล่าวแล้วนั้น นอกจากมีเมตตากรุณาในครอบครัว ก็คือมีเมตตาไมตรีธรรม ในหมู่พุทธบริษัทญาติมิตรทั้งหลายที่พบเห็นนี้ 

 

     คนที่มานี้ก็หน้าตาแช่มชื่นผ่องใส ก็นึกถึงแต่เรื่องบุญ และปรารถนาดีต่อกัน ทางพระสงฆ์มีเมตตากรุณาหวังดีต่อญาติโยม ญาติโยมก็มีความปรารถนาดีต่อพระสงฆ์ แล้วก็มาที่ว่าผลก็คือ เกิด ปราโมทย์ และ ปีติสุข

 

     ก็อยากจะย้ำหน่อยว่า คุณสมบัติทางจิตใจ คือ ปีติ ปราโมทย์ อันนี้เราไม่ค่อยได้พูดคุยกัน ธรรมะนั้นถือว่าสำคัญมาก อย่างคุณพ่อคุณแม่มีเมตตากรุณาต่อลูกนี้ นั่นคือแผ่ออกไปข้างนอก เราแผ่เมตตากรุณาออกไป พร้อมกันนั้นข้างในเราก็ได้ปีติปราโมทย์เจริญงอกงามขึ้นมา แล้วจะมาด้วยกัน ได้ทั้ง ปีติ และปราโมทย์ 

 

     ปีติ ก็คือ ความปลาบปลื้มใจ แล้วก็ปราโมทย์ คือ ความเบิกบานใจ ความร่าเริงเบิกบานใจนี้ เป็นคุณสมบัติสำคัญที่คอยย้ำอยู่เสมอว่า เป็นชาวพุทธแล้วจะเจริญงอกงามในธรรมนี้ จะต้องมีคุณสมบัติประจำใจข้อ ปีติ ปราโมทย์

 

     เริ่มตั้งแต่ปราโมทย์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ขอยกมาให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ที่บอกว่า ปราโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ ทกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ แปลว่า ภิกษุผู้มากด้วยปราโมทย์จะกระทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป ก็คือจะบรรลุนิพพาน

 

     เพราะฉะนั้น ใจคนไหนที่มีปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกบานใจเป็นพื้นอยู่ได้ นี่ เป็นคนที่ใกล้พระนิพพานแล้ว แล้วก็ต่อจากนั้น ก็มีปีติความอิ่มใจอย่างที่บอกเมื่อกี้นี้ ที่ได้ทำความดี ได้ทำบุญทำทาน ได้มาร่วมกิจกรรมทำกุศล 

 

     เราได้ทำความดี เราได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมถวายกำลังแก่พระศาสนา เราได้มีส่วนร่วมในการทำให้สังคมนี้ดีงาม นึกขึ้นมาเมื่อไรก็มีปีติอิ่มใจ

     แต่ทั้งหมดนี้จะต้องมีอยู่ตัวหนึ่งที่คอยนำทางไว้ก็คือ ปัญญา เพราะเรารู้เข้าใจเหตุผล เรามองกว้างออกไป เห็นว่าที่เราทำนี้ กิจกรรมที่เราทำ การทำบุญของเรานี้ มีความหมายอย่างนี้ๆ แก่ตนเอง 

 

     เราได้ทำบุญทำกุศลในทางพระพุทธศาสนา เราได้ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชน ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญมั่นคงต่อสังคม  เราได้ช่วยให้สังคมนี้อยู่ในความดีงามอะไรอย่างนี้ เรามองได้อย่างนี้ เพราะอะไร เพราะปัญญา

 

     วันนี้ที่ญาติโยมมาทำบุญทำกุศล โดยเฉพาะเจาะจงก็เป็นวันมาฆบูชา ทีนี้กุศลบุญที่ได้อย่างเมื่อกี้นี้ ได้ทุกกิจกรรมไม่เฉพาะวันมาฆบูชา ส่วนวันมาฆบูชานี้เราก็จะมาพูดกันถึงเรื่องความหมายจำเพาะ 

 

     ความหมายจำเพาะของวันมาฆบูชานี้ สำหรับปีนี้เห็นว่าไม่น่าจะต้องพูดอะไรมาก เพราะว่าพูดมาหลายปีแล้ว ก็พูดมาเรื่อยๆ แง่โน้นแง่นี้ พูดไปพูดมาหลายๆ ปีเข้า ก็พอแม่นยำชัดเจนแล้ว ก็เข้าไปอยู่ในความจำของญาติโยม 

 

     พอเข้าไปอยู่ในความจำแล้ว ทีนี้ยกขึ้นมาเป็นหัวข้อ พอเลย พอยกหัวข้อขึ้นมา โยมก็นึกขยายความหมายในใจของตนเองได้ ถ้าถึงขั้นนี้แล้วล่ะก็สบาย 

 

     อาตมภาพก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก พอถึงวันมาฆบูชา ก็บอกเอาล่ะนะโยมวันนี้เป็นวันจาตุรงคสันนิบาต พอพูดถึงจาตุรงคสันนิบาต โยมก็ขยายความในใจเสร็จเลย การประชุมที่เรียกว่าจาตุรงคสันนิบาตนั้น ก็พร้อมด้วยองค์ ๔ มีดังต่อไปนี้ ใจบอกตนเองไป อาตมภาพไม่ต้องพูดแล้ว

 

     ทีนี้พอมีจาตุรงคสันนิบาต พระสาวก ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันพร้อมแล้ว ก็บอกต่อไปว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ พอบอกโอวาทปาฏิโมกข์ ก็ไม่ต้องขยายความแล้ว ก็อาจจะยกหัวข้อขึ้นมา โยมก็ขยายความในใจ

 

     เพราะฉะนั้นวันนี้อาตมภาพขอถือโอกาสเป็นว่า ถือว่าโยมได้ฟังมาหลายปีแล้ว คำอธิบายของคาถาโอวาทปาฏิโมกข์ ปีนี้ถือว่าไม่ต้องอธิบาย ก็เลยจะยกมาให้ฟังเฉพาะตัวกระทู้ คือตัวหัวข้อนี้ ภาษาไทยโบราณเขาเรียกว่ากระทู้ แล้วจากระทู้นี้ก็เอาไปขยายความอีกที

 

     ก็ทั้งหมดนี้ก็มีอยู่สามคาถาครึ่ง อาตมภาพจะว่าไป แล้วโยมนึกในใจนะ ถ้าใครเก่งจริงล่ะก็ขยายความได้เลย แปลได้ก่อนแล้วก็ขยายความได้

 

     โดยเฉพาะเด็กๆ นี้ เด็กเป็นนักจำ เพราะฉะนั้นช่วยด้วย ช่วยคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย เวลาฟังพระว่าแล้วละก็ เด็กๆ ทั้งหลายให้นึกในใจตามไปด้วยว่าจำได้หรือเปล่า คาถาที่หนึ่งบอกว่า

 

                      ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา                    

                      นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา

                      น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี       

                      สมโณ โหติ ปรํ วิเหยนฺโต ฯ

 

     เอาละจบคาถาที่หนึ่งแล้ว ต้องถามตัวเองว่าแปลได้ไหม ขยายความได้ไหม ถ้าเก่งจริงตอนนี้ต้องแปลความหมายได้ ขยายความชัดเจน

     ต่อไปก็คาถาที่สอง คาถาที่สองว่า

 

                      สพฺพปาปสฺส อกรณํ         กุสลสฺสูปสมฺปทา

                      สจิตฺตปริโยทปนํ              เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

    

 

     คาถานี้ หลายท่านบอกโอ๊ย!สบายง่ายมาก คาถานี้ได้ยินบ่อย เป็นคาถาที่พระพูดบ่อยที่สุด ก็ถือเป็นการประมวลหลักพระพุทธศาสนา เป็นหัวใจภาคปฏิบัติ ต่อไปก็เลยไปคาถาที่สาม พร้อมกับอีกครึ่งคาถาสุดท้ายที่เป็นคาถากึ่ง ว่าดังนี้

   

 

                     อนูปวาโท อนูปฆาโต           ปาติโมกฺเข จ สํวโร

                     มตฺตฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ         ปนฺตฺจ สยนาสนํ

                     อธิจิตฺเต จ อาโยโค              เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

    

 

     จบแล้วนี่ โอวาทปาฏิโมกข์นี้มีเท่านี้ ถือได้ว่าครอบคลุมคำสอนในพระพุทธศาสนาได้เหมือนกัน เป็นวิธีแสดงอย่างหนึ่ง ในการที่ว่าจะรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วคาถาทั้งสามคาถากึ่งนี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอง.

 

ขอขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/tocare 

เขียนความคิดเห็นของคุณ

BoldItalicUnderlineStrikethroughSubscriptSuperscriptEmailImageHyperlinkOrdered listUnordered listQuoteCodeHyperlink to the Article by its id
ชื่อผู้เขียน:
E-Mail:
ชื่อเรื่อง:
ความคิดเห็น:
LAST_UPDATED2
 

รวมคลิปรายการพื้นที่ชีวิต

You need Flash player 6+ and JavaScript enabled to view this video.

ธรรมะ Online

ป้ายโฆษณา

กลุ่มงานของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

•	จัดระบบเป็นกลุ่มงาน ร่วมกันรับผิดชอบ
ขับเคลื่อนและประสานเป็นกลุ่ม แบบมี
ภาระพันธกิจที่ชัดเจน
• คณะทำงานประกอบด้วยผู้ประสานหลัก
ของกลุ่มงานทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน
กลุ่มงาน กับคณะของคนทำงาน

กลุ่มงานอำนวยการ
กลุ่มงานการเงินและบัญชี
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
 และโสตทัศนูปกรณ์
กลุ่มงานกิจกรรม ๑
กลุ่มงานกิจกรรม ๒
กลุ่มงานผลิตหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานคลังและกระจายหนังสือ
และสื่อธรรม
กลุ่มงานห้องหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานเผยแผ่และประชาสัมพันธ์