
มองให้เป็น ก็เห็นสุข (โดย พระไพศาล วิสาโล) ใครที่คิดว่าตัวเองโชคร้ายหรือเป็นคนอับโชคมีเคราะห์ อยากให้ฟังเรื่องนี้ดู แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับตัวเองดูว่าเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ ๕๐ เศษ ชีวิตของเธอเรียกว่าเจอแต่ความทุกข์ และสิ่งที่ไม่คาดฝันมาโดยตลอด.. อายุ ๒ เดือน พี่เลี้ยงทำตกน้ำ กว่าจะช่วยขึ้นมาได้ก็สำลักน้ำกับน้ำมัน เพราะแถวนั้นมีเรือและยังมีถังน้ำมันในเรือ.. ๘ ขวบก็ตกน้ำอีกเกือบจะช่วยไม่ทัน ดำผุดขึ้นมา ๒ ครั้งไม่มีใครเห็น ครั้งที่ ๓ พ่อเห็นก็เลยช่วยเอาไว้ได้.. ตกน้ำ ๒ ครั้งนั้นมีผลกระทบต่อระบบประสาทเรื่อยมา เวลาเจอแดดร้อนๆนี่จะเป็นลม บางทีร้องไห้มากๆถึงกับสลบไปเลย.. อยู่มาอีก ๒ ปี แม่ก็เสียชีวิต พ่อทำใจไม่ได้ เครียด จนเป็นอัมพาต ตอนหลังก็เสียชีวิต ทิ้งหนี้สินให้กับผู้หญิงคนนี้ ซึ่งชื่อเกษมสุข ภมรสถิตย์ ชื่อเพราะ แต่ว่าเจอทุกข์มาโดยตลอด.. อายุ ๑๙ ก็ต้องเป็นหลักในครอบครัว ต้องเลี้ยงน้องอีก ๔-๕ คน จากบ้านที่เคยอยู่เป็นหลักแหล่ง ก็ต้องไปอยู่บ้านเช่าเล็กๆ.. ต่อมาก็แต่งงาน ชีวิตก็น่าจะมีความสุขได้ ถ้าหากว่าลูกที่ออกมาไม่เกิดพิกลพิการ เพราะว่าหมอเอาคีมดึงหัวลูกออกมา คงจะดึงแรงเกินไป ทำให้กระทบกระเทือนถึงสมอง กลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน หมอบอกว่าคงจะมีอายุอีกไม่นาน แต่เธอก็สามารถเลี้ยงลูกจนโตได้ คลอดลูกมาไม่นาน ก็เป็นเนื้องอกที่มดลูก เข้าโรงพยาบาลผ่าตัด ปรากฏว่าหมอผ่าผิดข้าง คือเอาข้างดีออกไป ส่วนที่ไม่ดียังค้างไว้ หมายความว่าต้องกลับไปผ่าใหม่ คราวนี้ก็หมายความว่าตัดหมดเลย พอตัดหมดก็ไม่มีฮอร์โมน พอไม่มีฮอร์โมนก็ต้องกินฮอร์โมนทดแทน ทำให้เป็นโรคกระดูกผุ เป็นคนที่กระดูกผุง่ายมาก ซึ่งกลายเป็นปัญหากับเธอในภายหลัง
ชีวิตต่อมาก็มีปัญหาอีก สามีทิ้งเพราะว่าคงจะทนอยู่รับภาระเลี้ยงลูกซึ่งปัญญาอ่อนไม่ได้ ทิ้งลูกไป ตัวเองตอนนั้นอายุ ๒๖ เอง ต้องเลี้ยงลูก เป็นอันว่าต้องมาช่วยตัวเองกันใหม่
ต่อมาก็เกิดอุบัติเหตุอีก วันหนึ่งขณะที่รถติดไฟแดง ก็มีรถเมล์เบรกแตกวิ่งมาชนรถของเธอ แรงกระแทกทำให้กระดูกคอของเธอซึ่งผุอยู่แล้วหักทันที และไปทับเส้นประสาท ทำให้เป็นอัมพาตตั้งแต่ต้นคอลงไป เดชะบุญที่สามารถรักษาให้หายได้หลังจากนอนแน่นิ่งในโรงพยาบาล ๒ เดือนเต็ม
หลังจากนั้นก็เจออุบัติเหตุอีก รถที่เธอนั่งเกิดแหกโค้งไปชนเสาไฟฟ้า เธอแขนหักเป็น ๒ ท่อน แต่ที่หนักก็คือว่า ก้านเกียร์หักทิ่มเข้าไปในท้องใต้ชายโครง ขณะที่กำลังช่วยคนขับหักพวงมาลัยหลบคอสะพาน ผลก็คือตับแตก หลังจากนั้นก็ยังเจออุบัติเหตุอีกหลายครั้ง แม้แต่วันที่ไปออกรายการ “เจาะใจ” ก็ยังมีรถยนต์มาชนท้าย กระเทือนที่คอและหลัง แต่เธอก็ยังบอกว่าไม่เป็นไร ทนได้ ต่อเมื่อถ่ายทำรายการเสร็จแล้ว จึงไปให้หมอตรวจและรักษาที่โรงพยาบาล
แต่ที่เชิญเธอมาออกรายการโทรทัศน์ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนที่เจอแต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถ้าภาษาชาวบ้านเรียกว่าคนซวย ไม่ใช่เพราะเหตุนั้น ที่จริงแค่นั้นก็น่าจะออกรายการได้แล้วล่ะ เพราะว่าเจอแต่เรื่องร้ายมาตลอด แล้วก็เป็นฝีมือของคนอื่นทั้งนั้น
ที่น่าสนใจก็คือว่า เธอไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจว่าเป็นทุกข์กับชะตากรรมแบบนี้ ไม่คิดยอมแพ้ แล้วที่จริงก็กลับมาทำให้ตัวเองเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ เธอเล่าว่า ตอนที่อยู่โรงพยาบาลเนื่องจากกระดูกคอไปทับเส้นประสาทจนเกือบขาด หมอต้องเอาเหล็กแหลมเจาะเข้าไปในกระโหลกทั้ง ๒ ข้างเพื่อป้องกันไม่ให้คอขยับเขยื้อน น้องๆและเพื่อนๆ มาเยี่ยมเห็นสภาพเข้าก็ร้องไห้เสียใจ ปรากฏว่าตัวคนป่วยกลับต้องปลอบคนมาเยี่ยม ว่าอย่าเสียใจไปเลย ถ้าต้นตอไม่ตีโพยตีพายเสียก่อน คนรอบข้างก็อยู่ได้ และกำลังใจนั้นมันก็จะถูกส่งกลับมาที่เราอีกที ไปๆ มาๆ ปรากฏว่า คนป่วยกลับมีจิตใจสบายกว่าคนมาเยี่ยมเสียอีก ปัญหาคือ คนที่มาเยี่ยมไม่ใช่แค่ทุกข์ที่เห็นเธอเป็นอัมพาตเท่านั้น แต่ยังเอาความทุกข์ของตัวเองมาเล่าให้คนป่วยฟัง คนป่วยเลยกลายเป็นที่ปรับทุกข์ให้แก่คนมาเยี่ยมที่มีอาการปกติครบ ๓๒ ประการ ทีนี้ทำอย่างไร เธอแนะให้คนมาเยี่ยมนั่งสมาธิเสียเลย เพราะหากอยู่เฉยๆก็มีแต่จะเอาเรื่องทุกข์ร้อนมาใส่ตัวเอง แล้วก็มาใส่คนป่วยด้วย กลายเป็นว่า คนป่วยกลับกลายเป็นครูบาอาจารย์ให้กับคนมาเยี่ยม
ตอนที่โดนรถยนต์ชนแล้วก้านเกียร์ทิ่มจนตับแตก น้องเธอเล่าว่า พี่สาวโทรมาบอกว่าเจออุบัติเหตุ น้องสาวถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า พี่สาวตอบอย่างเรียบๆ ธรรมดาว่า “ไม่เป็นไร แต่คิดว่าตับคงจะแตก” นี่ขนาดตับแตกยังบอกน้องเลยว่าคงไม่เป็นอะไรหรอก อันนี้แสดงให้เห็นถึงใจที่สามารถยอมรับสิ่งต่างๆได้โดยไม่ทุกข์ สิ่งสำคัญที่ประคองใจไม่ให้ทุกข์ร้อนไปกับเหตุร้ายก็คือสติ สติอ่อนเมื่อไหร่ ใจก็จะโวยวายตีโพยตีพาย โทษคนโน้นคนนี้ จนลืมจัดการกับตนเอง ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนอื่นใด ที่เอาเรื่องคุณเกษมสุขมาเล่าให้ฟัง ก็เพราะอยากชี้ให้เห็นว่า คนเราจะสุขหรือทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรมากระทบเรา หรือเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่มากระทบเรา หลายคนอาจคิดว่าเราจะสุขได้ต่อเมื่อมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับเรา เช่นมีคนรัก มีเงิน มีสุขภาพดี มีโชค มีเกียรติยศ มีชื่อเสียง มีบ้าน มีงานการต่างๆ จึงจะเป็นสุขได้ แต่นั่นก็ไม่แน่ บางคนได้เงิน ได้ขึ้นเงินเดือนก็น่าจะดีใจ แต่กลับกลายเป็นทุกข์เพราะไปรู้ว่าคนอื่นได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าตัวเอง ตัวเองได้ขึ้นหนึ่งพัน แต่พอรู้ว่าคนอื่นได้ขึ้นสองพัน ทุกข์ทันทีเลย สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองกลายเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด เพราะไปมองว่าคนอื่นเขาได้มากกว่า บางคนถูกหวยน่าจะดีใจแต่ก็เป็นทุกข์ เพราะรู้สึกว่าที่ได้มามันน้อยเกินไป เด็กๆเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้ แม่ซื้ออะไรให้ บางทีแทนที่จะดีใจกลับทุกข์ เพราะรู้สึกว่าตัวเองได้น้อยไป คนอื่นได้มากกว่านี้ หรือทุกข์เพราะเห็นว่าเพื่อนๆมีดีกว่านี้ มีโทรศัพท์ยี่ห้อดีกว่าหรือแพงกว่าของตัว คิดแบบนี้ก็เป็นทุกข์เลย ฉะนั้น สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้ทำให้เราสุขเสมอไป อาจจะทำให้เราทุกข์ก็ได้ ในทางตรงกันข้าม เมื่อเจอสิ่งแย่ๆ เราอาจไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้ารู้จักวางใจหรือรู้จักมอง อย่างคุณเกษมสุขนี่ เธอเจอทุกข์มาสารพัดสารพัน ซึ่งล้วนแต่เป็นทุกข์ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ แต่คนอื่นมาทำกับเธอ คนที่ไม่รู้จักวางจิตวางใจก็จะตีโพยตีพาย กลุ้มอกกลุ้มใจ และอาจจะไปขอให้พระรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ต่างๆสารพัด อยู่อย่างไม่มั่นใจ แต่สำหรับคุณเกษมสุข จะเรียกว่าไม่สะทกสะท้านก็ได้ คืออะไรจะเข้ามาก็ตาม เธอก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะมาทุกข์ มาบ่น ทั้งหมดอยู่ที่ว่าจะอยู่กับมันอย่างไร ส่วนหนึ่งเธออาศัยสมาธิภาวนาช่วย ทำให้วางจิตวางใจ หรือปล่อยวางกับเรื่องทุกข์เหล่านั้นได้ เพราะว่าคนที่ฝึกจิตไว้ดีนี่จะรู้เลยว่า สุขหรือทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเราวางใจอย่างไร.
|