ธรรมะทวิสเตอร์

ปฏิทินธรรมะ

กุมภาพันธ์ 2012
SuMoTuWeThFrSa
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 

ติดต่อเราได้ที่

หอจดหมายเหตุ
พุทธทาส อินทปัญโญ

สวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ)
ถนนนิคมรถไฟสาย ๒ 
แขวงจตุจักร เขตจตุจักร  
กรุงเทพฯ  ๑๐๙๐๐

แผนที่และการเดินทาง:  

ข้อมูลการเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน

ข้อมูลการเดินทางโดยรถสาธารณะ

โทรศัพท์: ๐-๒๙๓๖-๒๘๐๐

โทรสาร: ๐-๒๙๓๖-๒๙๐๐

อีเมล์: info@bia.or.th

เว็ปไซต์: www.bia.or.th
www.dhamma4u.com 

full calendar

เข้าสู่ระบบ



สถิติการเข้าชม

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1425152
เรามี 52 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กัลยาณมิตร

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Designed by:
ธรรมะในงานธรรมะในใจ PDF พิมพ์
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
รวมบทความ - พระไพศาล วิสาโล
เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล   
วันพฤหัสบดีที่ 05 พฤษจิกายน 2009 เวลา 11:04
Article Index
ธรรมะในงานธรรมะในใจ
ธรรมะในงานธรรมะในใจ 2
ธรรมะในงานธรรมะในใจ 3
ทุกหน้า

อาตมามีความยินดีที่ได้มาบรรยายธรรมในวันนี้เนื่องในวาระสำคัญที่สถาบันวิจัยโภชนาการได้ตั้งมาครบ ๓๐ ปี เป็นโอกาสที่จะได้มาแสดงมุทิตาจิตและให้กำลังใจแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านซึ่งกำลังพาสถาบันก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ ๔ และหวังว่าจะก้าวสู่ทศวรรษต่อ ๆ ไป เพื่ออยู่คู่กับมหาวิทยาลัยมหิดล หรือยิ่งกว่านั้นคืออยู่คู่กับประเทศไทย

หัวข้อที่จะพูดในวันนี้คือ ธรรมะในงาน ธรรมะในใจอาตมาจะเริ่มต้นด้วยเรื่องธรรมะในงานก่อน ธรรมะในงานนั้นมี ๒ ส่วน ส่วนแรกคือธรรมะในตัวเนื้องานหรือจุดมุ่งหมายของงานนั้น เช่น เป็นงานที่ดี มีประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

เป็นประโยชน์ต่อตัวเองเช่นทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเลี้ยงชีพให้เป็นไปในทางที่ดีงาม หรือช่วยเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้มากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นก็เช่นที่สถาบันกำลังทำอยู่ ได้แก่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต หรือแก้ปัญหาความทุกข์ของผู้คน

ธรรมะในกระบวนการทำงาน

ธรรมะไม่ได้มีอยู่แต่ในเนื้องานเท่านั้น แต่ยังอยู่ในกระบวนการทำงานหรือวิธีการทำงานด้วย เช่น ทำงานด้วยวิธีการที่ถูกต้อง มีจริยธรรม ซื่อตรง ไม่หลอกลวง ไม่เอาเปรียบใคร ไม่โกงใคร ถูกต้องตามจรรยาบรรณ เช่น การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ใคร ๆ ก็ยอมรับ แต่วิธีการเรียนอาจไม่ถูกต้องก็ได้ เช่น ลอกรายงานของเพื่อน โกงข้อสอบ แบบนี้ไม่ใช่ธรรมะ การทำงานราชการเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นงานที่ช่วยเหลือสาธารณะ แต่ถ้าไปเอาผลงานของคนอื่นมาอ้างเป็นของตน อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่มีธรรมะในการทำงาน

นอกจากวิธีการถูกต้องแล้ว ธรรมะในงานยังหมายถึงหลักการทำงานที่ช่วยให้งานสำเร็จตรงตามเป้าหมาย เช่น ทำงานโดยอาศัยหลักอริยสัจ ๔ เช่น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คนไทยเรารู้จักคุ้นเคยกับหลักธรรมข้อนี้มานานแล้ว ถ้าเรารู้จักเอามาใช้กับการทำงาน ก็เรียกว่าทำงานอย่างมีธรรมะได้ เช่น รู้ว่าอะไรเป็นปัญหา จากนั้นก็หาเหตุ แล้วกำหนดเป้าหมายให้แน่ชัด จากนั้นก็หาวิธีทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว นอกจากหลักอริยสัจ ๔ แล้วยังมีหลักอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ความมีใจรักในงานที่ทำ (หรือฉันทะ) ความเพียร(หรือวิริยะ) ความจดจ่อใส่ใจ (หรือจิตตะ) การหมั่นไตร่ตรอง (วิมังสา) อิทธิบาท ๔ นี้พุทธศาสนาถือว่าเป็นธรรมะที่นำไปสู่ความสำเร็จโดยตรง ซึ่งอาตมาจะขยายความต่อไป

ในการทำงาน ถ้าเรามีวิธีการทำงานที่ดี เช่น รู้จักวางใจได้ถูกต้อง ก็สามารถทำให้งานนั้นพัฒนาตัวเราได้ การวางใจถูกต้องก็ถือว่าเป็นธรรมะอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน เช่น ทำงานโดยไม่กลัวความยากลำบาก เห็นอุปสรรคเป็นของดีที่ช่วยให้ตัวเองมีประสบการณ์มากขึ้น หรือเห็นว่าอุปสรรคทำให้งานมีรสชาติ กลายเป็นเรื่องสนุก ท้าทายความสามารถ การมีทัศนคติหรือมีมุมองแบบนี้ก็ทำให้งานกลายเป็นสิ่งที่พัฒนาตัวเรา ทำให้เป็นคนสู้งาน มีความมั่นใจในตนเอง และมีความสุขกับการทำงาน แม้งานจะยังไม่เสร็จแต่ประโยชน์ก็เกิดขึ้นแล้วกับคนทำงาน อย่างนี้เรียกว่ามีธรรมะในงาน ในทางตรงข้ามถ้าทำงานโดยไม่มีธรรมะแบบนี้ ก็อาจจะทำงานแบบไม่ใส่ ไม่กระตือรือร้น ทำแบบลวกๆ นอกจากงานจะไม่สำเร็จแล้ว คนทำก็มีความทุกข์ แถมยังได้นิสัยที่ไม่ดีติดตัว เช่น เป็นคนไม่สู้งาน กลัวความยากลำบาก

นอกจากนี้วิธีการทำงานที่ดี มีธรรมะเป็นพื้นฐาน ก็ยังก่อให้เกิดมิตรภาพ สร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ร่วมงาน ไม่ใช่เราเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ เช่นมีความรู้ความสามารถมากขึ้นเท่านั้น คนอื่น ๆ ที่ทำงานกับเราก็ได้ประโยชน์เช่นกัน เช่นได้เพื่อนมากขึ้น มีความไว้วางใจและช่วยเหลือกัน รวมทั้งมีความมั่นใจที่จะทำสิ่งยากได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ถ้าเราเอาธรรมะมาใส่ขณะทำงาน 
จะเห็นได้ว่าธรรมะในงาน นอกจากจะหมายถึงธรรมะในเนื้องานแล้ว ยังหมายถึงธรรมะในวิธีการทำงาน ทีนี้ถ้าพูดถึงจุดมุ่งหมายหรือประโยชน์ที่จะเกิดจากธรรมะในงานแล้ว ที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ ๓ ประการด้วยกัน

๑ ) ก่อให้เกิดประโยชน์ที่ถูกต้องดีงาม
๒ ) ก่อให้เกิดความสำเร็จ
๓ ) ก่อให้เกิดความสุข

ประการหลังนี้อยากจะเน้นว่างานสามารถก่อให้เกิดความสุขด้วย ธรรมะคือปัจจัยให้เกิดสุข ถ้าทำงานแล้วทุกข์แสดงว่ายังเอาธรรมะมาใช้ไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามีทุกข์แล้วสามารถก้าวข้ามความทุกข์ไปได้ อย่างนี้แสดงว่ามีธรรมะ หรือเอาธรรมะมาใช้ได้ถูกต้อง ฉะนั้นธรรมะในงานไม่ได้แปลว่าทำงานที่ดีมีประโยชน์ หรือทำงานได้สำเร็จ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องชอบธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทำงานอย่างมีความสุข หรือทำโดยที่ความทุกข์ทำอะไรไม่ได้ด้วย

ทีนี้อาตมาจะขอพูดให้ตรงกับงานของสถาบันวิจัยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการมีหน้าที่ค้นหาความจริง ผลิตความรู้ทางวิชาการ และเผยแพร่ความรู้ จุดมุ่งหมายดังกล่าวจะทำให้สำเร็จได้ ควรมีการแลกเปลี่ยนความรู้ความเห็นกัน ทั้งภายในสถาบัน หรือระหว่างสถาบัน ความจริง ความรู้ ความเห็น สามอย่างนี้แยกกันไม่ออก ความรู้ก็คือข้อสรุปหรือความจริงที่มีการรับรองเป็นที่ยอมรับแล้ว ส่วนความเห็นนั้นยังคงเป็นแค่ความคิดที่ยังไม่ได้มีการรับรองว่าเป็นความจริง แต่อาจกลายเป็นความจริงในอนาคตก็ได้ ในขณะเดียวกันความรู้อาจกลายเป็นเพียงความเห็นก็ได้เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อย่างเช่นสมัยหนึ่งเราเคยเข้าใจว่าดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก หรือเข้าใจว่าโลกแบน คือเชื่อว่าทั้งสองอย่างเป็นความจริง แต่ตอนนี้มันกลายเป็นแค่ความเชื่อหรือความเห็นของคนบางกลุ่มเท่านั้น เช่นที่อเมริกายังมีสมาคมที่เชื่อว่าโลกแบนอยู่ จะเห็นได้ว่าความจริงและความเห็นนั้นเราไม่สามารถแยกออกได้อย่างเด็ดขาด มันสามารถแปรเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ 
งานได้ผล คนเป็นสุข ด้วยอิทธิบาท 

งานของสถาบันวิจัยโภชนาการเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับทั้งความจริง ความรู้ และความเห็น กล่าวคือนอกจากจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นทั้งความจริง ความรู้และความเห็นแล้ว ยังมีการเอาความจริง ความรู้ และความเห็นมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาเด็กขาดสารอาหาร เช่น ที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้น การที่จะเอาความจริง ความรู้ และความเห็นมาใช้ให้ได้ผลก็ต้องมีธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตามหลักพุทธศาสนา ธรรมะข้อแรกที่จำเป็นมาก คือ ฉันทะหรือความรักในงานที่ทำ วันนี้เป็นวันแห่งความรัก ความรักมีหลายความหมาย เช่น รักแบบเสน่หาก็ได้ รักด้วยเมตตาก็ได้ พุทธศาสนาถือว่าความรักในงานเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง เรารักงาน ไม่ใช่เพราะอยากได้เงิน อยากมีชื่อเสียงหรือมีหน้ามีตา แต่รักเพราะเห็นคุณค่าของงาน 

เมื่อมีความรักในงาน เราจึงมีความสุขที่ได้ทำงาน ฉันทะจึงตรงข้ามกับตัณหา ทำงานด้วยตัณหาคือทำงานเพราะอยากได้เงินทอง หรือลาภยศสรรเสริญ แต่ทำงานด้วยฉันทะคือทำงานเพราะรักงานนั้น เนื่องจากเห็นว่ามีคุณค่า จึงมีความสุขที่ได้ทำงานนั้น ถ้ามีฉันทะในงานใดก็จะขยันทำงานนั้น ต่างจากตัณหาซึ่งทำให้ใฝ่เสพแต่ไม่ใฝ่ทำ ดังนั้นทำเมื่อไรก็ทุกข์เมื่อนั้น จนกว่าจะได้ผลตอบแทนเป็นเงินหรือชื่อเสียงถึงจะมีความสุข การทำงานด้วยฉันทะกับการทำงานด้วยตัณหาจึงให้ผลที่แตกต่างกันมาก

แม้จะเป็นงานชนิดเดียวกัน แต่ทำงานด้วนท่าทีต่างกัน ก็ให้ผลต่างกัน อย่างคน ๓ คน ก่ออิฐอยู่ใกล้ๆกัน คนหนึ่งทำด้วยความเฉื่อยชา เหมือนซังกะตาย อีกคนทำๆ หยุดๆ ทำไปดูนาฬิกาไป ส่วนอีกคนทำด้วยความคล่องแคล่วกระตือรือร้น ถามคนทั้งสามว่ากำลังทำอะไร
คนที่ ๑ ตอบด้วยอาการเหนื่อยหน่ายว่า กำลังก่ออิฐ  
คนที่ ๒ ตอบชัดถ้อยชัดคำขึ้นหน่อยว่ากำลังก่อกำแพง 
ส่วนคนที่ ๓ ตอบด้วยสีหน้าที่แช่มชื่นว่า กำลังสร้างโบสถ์อยู่ครับ 

อะไรทำให้คนทั้งสามมีอาการต่างกัน ทั้งๆที่ทำงานอย่างเดียวกัน คำตอบก็คือทั้งสามมองงานต่างกัน คนที่ ๑ เห็นว่าตัวเองแค่ก่ออิฐเท่านั้น ไม่เห็นคุณค่ามากไปกว่านั้น คนที่ ๒ เห็นไกลขึ้นอีกหน่อย คือเห็นว่าตัวเองกำลังก่อกำแพง ส่วนคนที่ ๓ เห็นไกลออกไปจนเห็นว่าตัวเองกำลังสร้างโบสถ์ พอเห็นอย่างนั้นก็เลยมีจิตใจแช่มชื่นกระตือรือร้นเพราะรู้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งมีประโยชน์ เป็นบุญกุศล จึงมีความสุขกับการทำงาน จะเห็นได้ว่าแรงจูงใจของทั้ง ๓ คนนั้นต่างกัน แรงจูงใจของคนที่ ๑ และ ๒ คงเป็นเงินเดือนหรือค่าจ้าง ส่วนคนที่ ๓ แรงจูงใจของเขามีเรื่องบุญกุศลเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีความสุขที่ได้ทำ และรักที่จะทำงานนี้ แรงจูงใจอย่างนี้เรียกว่า ฉันทะ

งานอะไรก็ตามไม่ว่าจะเล็กน้อย อย่างคนทำสวน ถ้าทำด้วยฉันทะ เห็นคุณค่าของงาน ก็มีความสุขได้ เช่นเห็นว่างานของตนมีส่วนช่วยให้คนในองค์กรมีความสุข หรือภูมิใจที่ตนได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ทำให้คนไทยมีพลานามัยที่สมบูรณ์ มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วยังเผื่อแผ่ถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย จะเป็นคนสวนหรือเป็นคนรถล้วนมีส่วนสร้างความสำเร็จอย่างนี้ขึ้นมาได้ ถ้ามองได้อย่างนี้ก็จะทำงานอย่างมีความสุข ไม่รู้สึกว่างานของตนต่ำต้อยไร้คุณค่า ไม่ได้มีความหมายแค่ดูแลต้นไม้ใบหญ้าหย่อมเล็ก ๆ เท่านั้น ปัญหาคือว่าเราจะสามารถเห็นไกลอย่างนี้ได้หรือไม่ ถ้ามองเห็นได้ ก็จะทำงานอย่างมีฉันทะ คือทำด้วยใจรัก 

ประการต่อมาคือต้องมี วิริยะหรือความเพียร และจิตตะหรือความจดจ่อกับงานที่ทำ วิริยะนั้นมักจะตามมาเมื่อมีฉันทะ คือถ้ารักงานเมื่อไร ก็จะขยันทำงานเมื่อนั้น ความเพียรเกิดขึ้นเมื่อมีฉันทะ แต่บางทีเราจะพบว่าทั้ง ๆ ที่มีความเพียร แต่ก็ทำงานอย่างมีความเครียดเพราะใจไปนึกย้อนถึงความผิดพลาดในอดีต หรือวิตกกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือกังวลว่าเมื่อไรจะเสร็จเสียที ทำแล้วจะได้อะไร คนเขาจะว่าอย่างไร อย่างนี้เรียกว่าใจไม่จดจ่อกับงาน คือขาดจิตตะ การจดจ่อกับงานนั้นเราเรียกว่าสมาธิก็ได้ แต่สมาธิจะเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยสติประกอบด้วย การทำงานอย่างมีสติคือทำงานโดยใจอยู่กับงานหรืออยู่กับปัจจุบัน ไม่พะวงถึงอดีตหรือกังวลกับอนาคต ไม่สนใจใครเขาจะว่าอย่างไร เรามีสติคือใจอยู่กับปัจจุบัน ทำงานให้ดีที่สุด ผลดีก็จะตามมาเอง แต่คนเรามักทำงานด้วยความกังวลต่าง ๆ นานา ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องราวในอดีตหรือที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 

เวลาเราเดินทางไกล ถ้าใจกังวลว่าเมื่อไรจะถึงเป้าหมายเสียที ก็จะเกิดความทุกข์ทันที ที่จริงไม่ต้องเดินทางไกลมากหรอก แค่นั่งรถมาสถาบัน เวลารถติดเราจะทุกข์มากเลยใช่ไหม เพราะวิตกว่าจะมาสาย มาสายแล้วจะเกิดอะไรตามมา กลัวว่าเพื่อนจะว่าบ้างละ เจ้านายจะบ่นบ้างละ ตัวอยู่บนรถ แต่ใจล่วงหน้าไปอนาคตแล้ว ถ้าใจเป็นแบบนี้ก็จะอยู่บนรถอย่างมีความทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ทุกข์ไปก็ไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้ช่วยให้รถติดน้อยลง หรือรถไปเร็วขึ้น แต่ถ้าเราทำงานโดยใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่พะวงกับอดีตหรืออนาคต ความจดจ่อกับงานก็จะเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีความสุขกับการทำงานด้วย ที่สำคัญอีกอย่างก็คืองานยังมักจะออกมาดีด้วย เพราะถ้าทำเหตุให้ดีแล้วผลจะเป็นอื่นไปไม่ได้ พูดอีกอย่างคือทำปัจจุบันให้ดี อนาคตก็จะดีไปเอง 

เมื่อมีฉันทะคือความรักในงาน วิริยะคือความเพียร และจิตตะคือความจดจ่อกับงานแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ควรทำให้เกิดขึ้นก็คือวิมังสาหรือการไตร่ตรอง หมายถึงการพิจารณาหาทางพัฒนางานให้ดีขึ้น ใคร่ครวญว่ามีจุดไหนที่ควรปรับปรุง หรือสอบสวนว่ามีจุดบกพร่องที่ตรงไหน มีบทเรียนอะไรบ้างที่ควรสรุปจากงานนั้น ถ้างานยังไม่บรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการ ก็มาวิเคราะห์ว่าเกิดความผิดพลาดที่ตรงไหน ไม่มัวเสียอกเสียใจหรือผิดหวัง ถ้าเรามีความใฝ่รู้ เราจะพร้อมจะเรียนรู้ทุกเวลาในทุกโอกาส ทุกคนสามารถให้ความรู้แก่เรา และ เราเรียนรู้ได้จากทุกคน แม้แต่คนที่เรียนน้อยกว่าเรา

มีเรื่องเล่าว่าพระยาอนุมานราชธน เมื่อครั้งเป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน ท่านเป็นประธานกรรมการบัญญัติศัพท์ในพจนานุกรม ทีนี้มีคำอยู่ ๒ คำที่เถียงกันในหมู่ราชบัณฑิต คือคำว่า ก้นกับ ตูดตกลงกันไม่ได้ว่าจะนิยามว่าอะไรถึงจะรัดกุม วันหนึ่งขณะที่ท่านเดินกลับบ้านซึ่งอยู่แถวถนนสุรวงศ์ใกล้ ๆ กับสีลม ตอนนั้นยังเป็นทุ่งนาอยู่ ท่านเห็นเด็กเลี้ยงควาย จึงถามเด็กว่ารู้ไหม ก้นกับ ตูดมันต่างกันอย่างไร เด็กเลี้ยงควายตอบว่า ก้นก็มีไว้นั่ง ตูดก็มีไว้ขี้ไงพอได้ยินอย่างนี้ท่านก็เลยกระจ่าง เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าพระยาอนุมานราชธน แม้ท่านจะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่ท่านพร้อมที่จะเรียนรู้จากทุกคน แม้กระทั่งเด็กเลี้ยงควาย ซึ่งตรงข้ามกับคนมีการศึกษาสมัยนี้หลายคนที่คิดว่า ใครที่ไม่ได้จบปริญญาเอก หรือปริญญาโทมา ก็ไม่มีค่าพอที่ฉันจะรับฟังหรอก

ถ้าเรามีวิมังสาจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความใฝ่รู้ เมื่อเรามีความใฝ่รู้เราก็พร้อมที่จะไตร่ตรองใคร่ครวญว่างานของเรามีข้อผิดพลาดตรงไหนมาก มีจุดไหนที่ควรปรับปรุง ความใฝ่รู้ทำให้เราพร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาด ความล้มเหลว รวมทั้งจากคำวิพากษ์วิจารณ์ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะคนส่วนใหญ่มีทัศนคติในทางลบต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งอุปสรรค และความล้มเหลว ทั้ง ๆ ที่นั่นเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญมากสำหรับทุกคน 

เรียนรู้จากความล้มเหลว

มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อ ออสวอลด์ อาเวอรี (Oswald Avery) เป็นนักชีววิทยาคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา เขาเคยพูดว่า คนเราเมื่อล้มแล้วต้องหยิบอะไรขึ้นมาสักอย่างคนส่วนใหญ่ล้มแล้วก็มักจะลุกขึ้นมาโดยไม่ได้อะไรเลย แถมยังรู้สึกเสียหน้าหรือเจ็บตัวเสียอีก อย่างนี้เรียกว่าขาดทุน อาเวอรีเขาแนะว่าเมื่อล้มแล้วต้องหยิบอะไรขึ้นมาสักอย่าง ถึงจะไม่ขาดทุน เผลอ ๆ อาจได้กำไรด้วยซ้ำ ชีวิตของนักวิทยาศาสตร์คนนี้ผ่านการล้มมาหลายครั้ง เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ ตอนนั้นเกิดโรคระบาดใหญ่ทั่วสหรัฐและลามไปทั่วโลก เวลานั้นยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นโรคอะไร เพราะคนป่วยมีอาการคล้ายปอดบวมด้วย แต่ตอนนี้เรารู้แน่ชัดว่าเป็นโรคหวัดที่เกิดจากไวรัสที่แรงมาก 

อาเวอรีเป็นคนหนึ่งที่พยายามศึกษาวิจัยหาวิธีรักษาและป้องกันโรคนี้ เขาเสียเวลาไปนานถึง ๑๑ ปี ถึงรู้ว่าตัวเองตั้งสมมุติฐานผิดเพราะคิดว่ามันเป็นโรคชนิดใหม่ที่เกิดจากแบคทีเรียคล้ายเชื้อปอดบวม การเดินผิดทางของเขามองดูเหมือนเป็นความล้มเหลวและเสียเวลาเปล่า แต่อาเวอรีไม่ได้คิดเช่นนั้น เขามองว่าตลอดเวลา ๑๑ ปี เขาได้รู้วิธีวิธีเพาะเชื้อแบคทีเรียที่ให้ผลได้แม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งยังได้เรียนรู้กระบวนการเมตาบอลิซึมของเชื้อแบคทีเรียทั้งหลาย และที่สำคัญก็คือประสบการณ์ในช่วง ๑๑ ปีนำเขาไปสู่การค้นพบว่าดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรม ซึ่งเป็นการปฏิวัติความเชื่อสมัยนั้น คือตอนนั้นยังเชื่อกันว่าโปรตีนเป็นสารพันธุกรรม ไม่มีใครคิดว่าตัวถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนั้นแท้จริงคือดีเอ็นเอ กว่าเขาจะพบความจริงข้อนี้เขาใช้เวลารวมทั้งหมด ๓๐ ปี การค้นพบดังกล่าวมีความสำคัญมากต่อวงการชีววิทยาปัจจุบัน และเป็นพื้นฐานของวิชาวิศวกรรมพันธุกรรมศาสตร์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน แต่เดี๋ยวนี้น้อยคนจะรู้ว่าการค้นพบของเขานั้นเกิดจากการเรียนรู้จากความล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ ความล้มเหลวแต่ละครั้งทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่างที่บอกไว้แล้วว่าเขาเริ่มจากการพยายามหาสาเหตุว่าโรคระบาดครั้งนั้นเกิดจากอะไร และจะรักษาหรือป้องกันได้อย่างไร เขาล้มเหลวทั้ง ๒ เรื่อง แต่การล้มเหลวดังกล่าวไม่เคยสูญเปล่า เพราะในที่สุดเป็นบันไดพาเขาไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน นี้เป็นตัวอย่างว่าบางครั้งเราสามารถเรียนรู้จากความล้มเหลวได้มากกว่าความสำเร็จด้วยซ้ำ 

มีหมอท่านหนึ่งม.ร.ว.ธันย์โสภาคย์ เกษมสันต์ เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ เมื่อหมอเป็นมะเร็งท่านบอกว่าท่านสนุกมากกับการเป็นมะเร็ง แต่ก่อนสนุกกับการร้องเพลงคาราเกะ สนุกกับการเล่นปิงปองกับหลาน ๆ สนุกกับการอ่านหนังสือ แต่เมื่อเป็นมะเร็งกลับพบว่า การเป็นมะเร็งเป็นความสนุกที่สุดในชีวิตอันนี้ท่านพูดเองเลย ทำไมถึงพูดเช่นนั้น ก็เพราะว่าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็เลยสนุกกับการทดลองว่ามียาอะไรบ้างที่จะรักษามะเร็งในตัวท่านได้ สุดท้ายก็พบว่า คีโมทุกตัวไว้ใจไม่ได้การที่ท่านรู้ว่าคีโมบำบัดไม่สามารถรักษาโรคของท่านได้เลย แทนที่จะทำให้ท่านผิดหวังหรือเสียใจ ท่านกลับบอกว่า ไม่เสียใจเลย เพราะได้เรียนรู้ความจริงใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ 

คุณหมอท่านนี้ได้ประสบกับตัวเองว่าคีโมบำบัดนั้นไม่ได้ผล เป็นวิธีรักษาที่ล้มเหลวสำหรับท่าน แต่ท่านกลับไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ที่ไม่เป็นทุกข์ก็เพราะได้พบความรู้ใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อน นี่เรียกว่าท่านเรียนรู้จากความล้มเหลว และเนื่องจากท่านเป็นผู้ใฝ่รู้ ไม่ว่ารู้อะไรก็ถือว่าได้กำไรทั้งนั้น เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อสรุปก็สนุกกับการทดลอง ทั้ง ๆ ที่มีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน นี้คือประโยชน์ของความใฝ่รู้ คือไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลวก็ดีทั้งนั้น เพราะได้ความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติม จึงถือว่ากำไร

โทมัส เอดิสัน เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความใฝ่รู้มากและเรียนรู้จากความล้มเหลวตลอดเวลา เขาเป็นคนประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ปัญหาในการทำหลอดไฟฟ้าก็คือต้องใช้ไส้ที่ทนความร้อนสูง เอดิสันพยายามหาวัสดุนานาชนิดมาทำเป็นไส้ไฟฟ้า ว่ากันว่าเขาหาวัสดุมาเป็นร้อย ๆ ชนิด แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แม้กระนั้นเขาก็ไม่เคยท้อถอย ยังคงหาต่อไป มีคนสงสัยว่าเขารู้สึกล้มเหลวไหมที่หาวัสดุที่ต้องการไม่พบ เขาบอกว่าไม่เลย ถึงแม้จะล้มเหลว แต่เขาก็ได้เรียนรู้ว่าวัสดุชนิดนี้ทำไส้ไฟฟ้าไม่ได้ ด้วยทัศนคติเช่นนี้ เขาจึงทดลองไม่เลิก จนในที่สุดก็พบวัสดุที่ต้องการ ซึ่งทำให้ผลงานของเขาสามารถเปลี่ยนแปลงโลกอย่างสิ้นเชิง ลองคิดดูว่าถ้าโลกทุกวันนี้ไม่มีหลอดไฟฟ้า จะเกิดอะไรขึ้น

คนเราถ้ามีใจใฝ่รู้แล้วก็จะไม่กลัวอุปสรรคหรือความล้มเหลว ย้อนกลับไปช่วงที่เกิดโรคระบาดสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ มีนักวิทยาศาสตร์ชื่อพอล เออลิช (Paul Ehrlich) ก่อนที่จะมียาปฏิชีวนะ เขาเชื่อว่าโรคซิฟิลิสสามารถรักษาได้ด้วยสารเคมี เขาเอาสารเคมีมาทดสอบถึง ๙๐๐ ชนิดแต่ไม่พบสักตัว ลองคิดดูว่าเขาต้องผ่านความล้มเหลวถึง ๙๐๐ ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาเตรียมการนานเท่าไร แต่เขาไม่ละความเพียร สุดท้ายเขากับมาทดลองใหม่อีกรอบ ปรากฏว่ามาเจอสารตัวที่ ๖๐๖ คือสารหนู กว่าจะพบความสำเร็จได้เขาต้องผ่านความล้มเหลวมาก ต้องใช้ความเพียรสูง แต่เขาไม่ยอมล้มเลิก ทั้งนี้ก็เพราะมีความใฝ่รู้ พร้อมจะเรียนรู้จากความล้มเหลวและความผิดพลาด อาตมาคิดว่าทัศนคติแบบนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับสถาบันวิจัยโภชนาการ ซึ่งต้องทำงานวิจัยสร้างความรู้ใหม่ ๆ 

การวิจัยนั้นมีคนเปรียบเทียบเหมือนกับการเดินทางเข้าไปในป่ารกชัฏที่ไม่เคยย่างท้าวเข้าไปมาก่อน ทุกสิ่งที่เจอล้วนเป็นของใหม่หมด การลองผิดลองถูกจึงเป็นเรื่องธรรมดา และขึ้นชื่อว่าลองผิดลองถูกก็ต้องเจอกับความล้มเหลวอยู่บ่อย ๆ แต่ถ้าเราเชื่อว่าความล้มเหลวนั้นย่อมให้ความรู้ใหม่ ๆ แก่เราอยู่เสมอ เราจะไม่กลัวความล้มเหลว ไม่กลัวความยากลำบาก จะมีความเพียรอยู่เสมอ เพราะทุกขณะสามารถให้ความรู้แก่เราได้อยู่เสมอ ที่จริงทัศนคตินี้ไม่ได้เหมาะกับนักวิจัยเท่านั้น แต่เหมาะกับทุกคนที่กำลังทำงาน เพราะงานจะกลายเป็นของสนุกถ้าเรามีความใฝ่รู้ หมั่นไตร่ตรองหาบทเรียนหรือความรู้อยู่เสมอ อย่างที่คุณหมอธันย์โสภาคย์บอกว่า ช่วงที่เป็นมะเร็งเป็นช่วงที่สนุกที่สุด เพราะได้เรียนรู้สารพัดจากโรคที่เกิดกับตัว

เปิดใจรับคำวิจารณ์

นอกจากการเรียนรู้จากความล้มเหลวหรือจากอุปสรรคแล้ว การเรียนรู้จากคำวิจารณ์ก็สำคัญ แต่เรามักจะมองข้ามไป คำวิจารณ์หรือความเห็นที่ขัดแย้งกับเราช่วยให้เราเรียนรู้ได้หลายอย่าง อยู่ที่ว่าเรารู้จักมองหรือเปล่า เมื่อไรก็ตามที่มีคนวิจารณ์เรา อาตมาคิดว่าเราควรถามตัวเองว่า เราได้เรียนรู้อะไรจากคำวิจารณ์บ้าง เราได้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองบ้างไหม หรือได้เรียนรู้ว่าการทำงานของเรามีอะไรผิดพลาดบ้าง หรืออย่างน้อยก็น่าจะได้เรียนรู้ว่าผู้วิจารณ์เป็นคนอย่างไร

คำวิจารณ์นั้นช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้ ๓ อย่างอยู่เสมอ คือเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับงานของเรา และเกี่ยวกับผู้วิจารณ์ ถ้าเราได้เรียนรู้ทั้ง ๓ อย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งถือว่าได้กำไร แต่ถ้าไม่ได้เลยสักอย่าง แถมยังทุกข์เมื่อถูกวิจารณ์ ก็แสดงว่าเราขาดทุน

คุณเล็ก วิริยะภัณฑ์ เจ้าของเมืองโบราณ ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว เคยกล่าวว่า วันไหนไม่ถูกตำหนิ วันนั้นเป็นอัปมงคลอัปมงคลก็เพราะไม่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม ไม่ได้ปรับปรุงตัวเอง หรืออัปมงคลเพราะไม่มีสิ่งมาเตือนใจให้ลดอัตตาตัวตน คนที่เป็นเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชามักจะมีแต่คนสรรเสริญเยิรยอ จนหลงตัวลืมตนได้ง่าย คิดว่าตัวเองเป็นเทวดา ทำอะไรถูกไปหมด แต่หากมีใครมาวิจารณ์หรือตำหนิ จะช่วยให้หายลืมตัว ได้สติขึ้นมาว่าตัวเองยังเป็นมนุษย์ปุถุชน มีผิดมีพลาดได้ ใครที่คิดได้แบบนี้เท่ากับว่าได้กำไร เพราะความหลงตัวลืมตนนั้นไม่เคยให้ประโยชน์แก่ใคร มีแต่พาไปสู่ทางเสื่อมและความทุกข์

มีนักโฆษณาอาชีพคนหนึ่งเป็นคนไทยที่ได้รางวัลระดับประเทศและระหว่างประเทศเยอะมาก งานโฆษณาของเขาจะถูกกองเซ็นเซอร์วิจารณ์เป็นประจำ เขาให้สัมภาษณ์ว่าทุกครั้งที่ถูกวิจารณ์จะโกรธมาก แต่ก็มาได้คิดว่า เขามีหน้าที่วิจารณ์ ส่วนเราก็มีหน้าที่โกรธแต่ทุกครั้งเขาจะเตือนตัวเองว่าอย่าโกรธนาน จากนั้นก็จะนำคำวิจารณ์ของเขามาพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ปรากฏว่าพอแก้ไขแล้วผลงานกลับดีกว่าเดิม ผลงานของเขาที่ได้รางวัลหลายชิ้นเกิดจากการปรับปรุงแก้ไขหลังจากถูกวิจารณ์

คำพูดของนักโฆษณาคนนี้น่ารับฟังมาก เขาว่าเป็นธรรมดาที่เราจะต้องโกรธเมื่ถูกวิจารณ์ แต่อย่าโกรธนาน ให้หันมาพิจารณาคำพูดของเขา คนเราเมื่อได้รับคำวิจารณ์จะมี ๒ ทางเลือกคือ เอาปัญญาออกหน้า หรือ เอาอัตตาออกหน้า ถ้าเราเอาปัญญาออกหน้าเราก็จะถามตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไรบ้างจากคำวิจารณ์นั้น แต่ถ้าเอาอัตตาออกหน้าเราก็จะเอาแต่บ่นว่าทำไมถึงมาว่าฉัน แกถือดีอย่างไรถึงมาว่าฉัน นี่เรียกว่าเอาอัตตาออกหน้า ถ้าเราเอาปัญญาออกหน้า เราก็จะถามว่า ฉันผิดพลาดที่ตรงไหนแต่ถ้าเอาอัตตาออกหน้าเราจะโวยวายขึ้นมาในใจว่า แกทำให้ฉันเสียหน้าปฏิกิริยา ๒ อย่างนี้ต่างกันมาก ถ้าเราถามว่าฉันผิดพลาดที่ตรงไหน เราจะได้ความรู้ ได้แง่คิด แต่ถ้ารู้สึกว่าฉันเสียหน้า จะรู้สึกเป็นทุกข์ คำถามคือเราจะเอาความรู้เป็นใหญ่ หรือจะเอาความรู้สึกเป็นใหญ่
เวลาเราได้ยินคำวิจารณ์หรือคำตำหนิจะเกิด ๒ อย่างพร้อมกัน คือความรู้กับความรู้สึก สองอย่างนี้เราจะรับรู้ไม่เท่ากัน ถ้าเราเอาปัญญาขึ้นหน้าเราก็ได้เรียนรู้ ส่วนความรู้สึกจะค่อยไม่รุนแรง หรือแทบไม่รู้สึกเลย เหมือนกับเวลาดูหนังหรือดูฟุตบอลเพลินๆ มียุงตัวใหญ่มากัดแต่เราไม่รู้สึกเจ็บเลยเพราะใจกำลังจดจ่ออยู่ที่ฟุตบอล เช่นกัน ถ้าใจเรากำลังใคร่ครวญกับคำวิจารณ์ เราก็จะไม่ถูกความรู้สึกเสียหน้ามารบกวนให้เป็นทุกข์ หรือถึงทุกข์ก็ไม่มาก แต่ถ้าใจเราไปจดจ่ออยู่กับความรู้สึกเสียหน้าหรือความทุกข์เพราะอัตตาถูกกระทบ เราก็จะไม่ได้ความรู้หรือแง่คิดจากคำวิจารณ์เลย

ดังนั้นคำถามก็คือว่าเราจะเอาปัญญาหรืออัตตาเป็นใหญ่ จะเอาความรู้หรือความรู้สึกเป็นใหญ่ ถ้าเป็นเด็กๆ เขาก็จะเอาความรู้สึกเป็นใหญ่ เด็กๆ ทุกวันนี้ไม่ยอมกินผักก็เพราะรู้สึกว่าผักขม ไม่อร่อย ยิ่งกเป็นยาด้วยแล้ว ยิ่งไม่อยากกิน เพราะยานั้นขม ถ้าฝึกให้เด็กเอาความรู้เป็นใหญ่ คือให้ความรู้แก่เด็กว่าผักหรือยานั้นมีประโยชน์อย่างไร รวมทั้งฝึกให้เด็กเห็นคุณค่าของความรู้ รู้จักเอาความรู้ที่ว่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ เด็กก็จะกินผักเพราะรู้ว่าผักมีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งยอมกินยาเพราะรู้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย แม้ยาจะขมก็ตาม แต่ถ้าเอาความรู้สึกเป็นใหญ่ เด็กก็จะไม่ยอมกินผักหรือยา เพราะขมทั้งสองอย่าง ในทำนองเดียวกันถ้าเด็กเห็นความรู้สำคัญกว่าความรู้สึก เด็กจะพยายามขยันเรียนหนังสือหรือทำการบ้าน เพราะรู้ว่าทำแล้วได้ความรู้ แม้ว่าจะทำให้รู้สึกเหนื่อย ยาก หรือเครียดก็ตาม แต่ถ้าเด็กเห็นความรู้สึกสำคัญกว่าความรู้ เด็กจะไม่อยากเรียนหนังสือหรือทำการบ้านเลย จะสนใจโทรทัศน์มากกว่า เพราะให้ความรู้สึกเพลิดเพลินสนุกสนาน โดยไม่สนใจว่าจะได้ความรู้หรือไม่

ผู้มีการศึกษาที่แท้จริง

เมื่อฝึกให้เด็กเอาความรู้เป็นใหญ่ เขาก็จะไม่หวั่นไหวหรือเป็นทุกข์กับคำวิจารณ์ อันนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้มีการศึกษา นักเขียนชาวอเมริกันผู้หนึ่งชื่อโรเบิร์ต ฟรอสต์ (Robert Frost)ให้คำนิยามการศึกษาไว้น่าสนใจมาก เขานิยามว่า การศึกษาคือความสามารถในการฟังสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียความรู้สึกหรือเสียความมั่นใจในตนเองคนมีการศึกษาที่แท้จริงดูที่ตรงนี้คือเขาสามารถรับฟังคำวิจารณ์ได้โดยไม่โกรธเคืองคนวิจารณ์ หรือรู้สึกแย่กับตัวเอง แต่อาตมาสังเกตว่าคนที่เรียนสูงเวลานี้มักจะฉุนเฉียว โมโห เมื่อถูกวิจารณ์ ยิ่งเรียนสูงมากเท่าไรยิ่งทนฟังคำวิจารณ์ไม่ได้ ตามหลักแล้ว ยิ่งมีการศึกษาสูง ก็ยิ่งมีใจใฝ่รู้ ขณะเดียวกันจิตใจก็ต้องมั่นคงหนักแน่น ไม่สูญเสียความมั่นใจหรือโกรธเคืองง่าย ๆ เวลามีใครมาวิจารณ์ ในทางตรงข้ามกลับเปิดใจที่จะเรียนรู้จากคำวิจารณ์ หรือเก็บเกี่ยวประโยชน์ที่จะได้จากคำวิจารณ์ ตรงนี้แหละที่อาตมาคิดว่าเป็นตัวชี้วัดว่าใครมีการศึกษาที่แท้จริง คนที่เป็นชาวนา จบป.๖ แต่หากเป็นคนที่เปิดใจกว้าง พร้อมรับคำวิจารณ์ โดยไม่รู้สึกหวั่นไหว โกรธเคือง หรือสูญเสียความมั่นใจในตนเอง ต้องถือว่าเขาเป็นคนมีการศึกษาอย่างแท้จริง แต่ถ้าจบปริญญาเอก แต่ทนฟังคำวิจารณ์ไม่ได้ ใครวิจารณ์มาต้องด่ากลับไป หรือโกรธจนไม่มองหน้าเขา อย่างนี้ก็ต้องถือว่ายังมิใช่ผู้มีการศึกษาอย่างแท้จริง 

ริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins ) นักชีววิทยาชื่อดัง ได้เล่าถึงศาสตราจารย์คนหนึ่งซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ด้านสัตววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ศาสตราจารย์คนนี้มีความเชื่ออย่างมั่นอกมั่นใจมากว่า ในเซลไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Golgi Apparatus เขาทั้งเชื่อและเขียนเป็นตำรา แต่มาวันหนึ่งมีนักชีววิทยาชาวอเมริกันมาบรรยายที่คณะ เขานำหลักฐานต่าง ๆ มายืนยันอย่างหนักแน่นว่า Golgi Apparatus มีอยู่จริง พอจบการบรรยาย ศาสตราจารย์ผู้เฒ่าคนนี้เดินตรงไปยังหน้าเวที ใคร ๆ ก็นึกว่าเขาคงจะไปโต้แย้งนักวิชาการคนนั้น แต่ตรงกันข้าม เขาเข้าไปจับมือทักทายนักวิชาการคนนั้น พร้อมกับพูดว่า เพื่อนรัก ผมอยากจะขอบคุณคุณ ผมผิดพลาดมาถึง ๑๕ ปีศาสตราจารย์คนนี้ทั้ง ๆ ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นที่นับหน้าถือตาของนักวิชาการทั่วโลก แต่เขาไม่รู้สึกเสียหน้าหรือเห็นเป็นเรื่องน่าอับอายที่จะยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดไป นี้คือแบบอย่างของผู้ใฝ่รู้ ที่เห็นว่าความรู้ ความจริงหรือความถูกต้องสำคัญกว่าอัตตาหรือหน้าตา คนมีการศึกษาที่แท้จริงต้องเปิดใจกว้างและพร้อมจะยอมรับผิดเมื่อความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองคิด 


LAST_UPDATED2
 

รวมคลิปรายการพื้นที่ชีวิต

You need Flash player 6+ and JavaScript enabled to view this video.

ธรรมะ Online

ป้ายโฆษณา

กลุ่มงานของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

•	จัดระบบเป็นกลุ่มงาน ร่วมกันรับผิดชอบ
ขับเคลื่อนและประสานเป็นกลุ่ม แบบมี
ภาระพันธกิจที่ชัดเจน
• คณะทำงานประกอบด้วยผู้ประสานหลัก
ของกลุ่มงานทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน
กลุ่มงาน กับคณะของคนทำงาน

กลุ่มงานอำนวยการ
กลุ่มงานการเงินและบัญชี
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
 และโสตทัศนูปกรณ์
กลุ่มงานกิจกรรม ๑
กลุ่มงานกิจกรรม ๒
กลุ่มงานผลิตหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานคลังและกระจายหนังสือ
และสื่อธรรม
กลุ่มงานห้องหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานเผยแผ่และประชาสัมพันธ์