ธรรมะทวิสเตอร์

ปฏิทินธรรมะ

กุมภาพันธ์ 2012
SuMoTuWeThFrSa
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 

ติดต่อเราได้ที่

หอจดหมายเหตุ
พุทธทาส อินทปัญโญ

สวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ)
ถนนนิคมรถไฟสาย ๒ 
แขวงจตุจักร เขตจตุจักร  
กรุงเทพฯ  ๑๐๙๐๐

แผนที่และการเดินทาง:  

ข้อมูลการเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน

ข้อมูลการเดินทางโดยรถสาธารณะ

โทรศัพท์: ๐-๒๙๓๖-๒๘๐๐

โทรสาร: ๐-๒๙๓๖-๒๙๐๐

อีเมล์: info@bia.or.th

เว็ปไซต์: www.bia.or.th
www.dhamma4u.com 

full calendar

เข้าสู่ระบบ



สถิติการเข้าชม

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1423455
เรามี 48 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กัลยาณมิตร

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Designed by:
สาระธรรมบรรยาย พระอาจารย์ ปราโมทย์ ปาโมชโช เรื่อง “ทางพ้นทุกข์ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก” วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ PDF พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
รวมบทความ - บทความน่าสนใจอื่นๆ
เขียนโดย webmaster   
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2009 เวลา 15:03
Article Index
สาระธรรมบรรยาย พระอาจารย์ ปราโมทย์ ปาโมชโช เรื่อง “ทางพ้นทุกข์ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก” วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
หน้าที่ ๒
หน้าที่ ๓
ทุกหน้า

ขอความสุขความเจริญจงมีแก่สาธุชนทุกๆ ท่าน

วันนี้เป็นโอกาสอันเป็นมงคล มงคลในศาสนาพุทธนะ

ไม่ใช่มงคลมั่วๆซั่วๆ  ท่านกำหนดไว้ชัดเจนเลยว่า

อะไรบ้างที่เป็นมงคล อย่างเวลาเรามาเจอกันนี้มีมงคลหลายข้อ

อันแรกเลยได้เห็นสมณะ ได้นั่งใกล้ ได้ฟังธรรม

มงคลสำคัญนี่ก็คือฟังธรรม ฟังธรรมแล้วต้องเอาไปปฏิบัติให้ได้เมื่อกี๊หลวงพ่ออยู่ห้องข้างๆได้ยิน  มีท่านโฆษกบอกว่า

พวกเราต้องตั้งเป้าหมายนะ เราต้องได้ธรรมะในชีวิตนี้

เราอย่าไปวาดภาพว่า มรรคผลนิพพานนี้เป็นของที่ไกลเกินตัว

มรรคผลนิพพานไม่ไกลนะ มันไกลสำหรับคนซึ่งไม่รู้จักวิธี

มรรคผลนิพพานจริงๆอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา

นิพพานเนี่ยไม่เคยหายไปไหนเลย  แต่มรรคผลเนี่ยต้องทำให้เกิด

ต้องพัฒนาใจจนวันหนึ่งเกิด ส่วนนิพพานนะไม่ต้องเกิด

นิพพานมันเกิดอยู่แล้ว นิพพานมีอยู่แล้ว

นิพพานไม่เคยหายไปไหน นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา

เมื่อไหร่เราเห็นนิพพานครั้งแรก เราก็จะได้เป็นพระโสดาบัน

อย่างตอนนี้เราอยู่กับนิพพานนะ แต่เราไม่เห็น

เพราะอะไร เพราะใจเราไม่มีคุณภาพพอ

นิพพานเป็นสภาวะที่สิ้นกิเลสตัณหา เรียกว่า วิราคะ

ใจของคนซึ่งยังมีกิเลสตัณหา มันก็ไม่เห็นนิพพาน

นิพพานเป็นสภาวะที่สิ้นความปรุงแต่ง เรียกว่า วิสังขาร

ใจของคนที่ยังปรุงแต่ง ก็ไม่เห็นนิพพาน

พวกเราปรุงแต่งทั้งวัน รู้สึกมั้ย ใจเราฟุ้งซ่านทั้งวันนะ

เดี่ยวปรุงดี เดี๋ยวปรุงชั่ว เดี๋ยวปรุงว่างๆขึ้นมา สารพัดจะปรุง

นิพพานพ้นจากความปรุงแต่งไป  แต่ใจที่ปรุงแต่งก็จะไม่เห็นนิพพาน

นิพพานนั้นพ้นจากรูป จากนาม จากกาย จากใจ

ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจเมื่อไหร่ก็จะเห็นนิพพาน

ถ้ายังยึดถือกาย ยึดถือใจอยู่ ก็ไม่เห็นนิพพานนะ

งั้นถ้าเราค่อยๆพัฒนาใจของเรา จนมันหมดกิเลสตัณหา

หมดความดิ้นรนปรุงแต่ง หมดความยึดถือในรูปในนามในกายในใจ

ถึงไม่อยากจะเห็นนิพพานก็จะเห็น

เพราะนิพพานนะ อยากเห็นก็ไม่เห็นหรอก

แต่หมดกิเลสเมื่อไหร่ หมดความปรุงแต่งเมื่อไหร่

หมดความยึดถือในกายในใจเมื่อไหร่ มันเห็นของมันเอง

 

ทางนี้ตั้งหัวข้อให้หลวงพ่อเทศน์ ทางพ้นทุกข์ ก.ไก่ถึงฮ.นกฮูก

รู้สึกว่าหลวงพ่อจะเริ่มจาก ฮ.นกฮูกมาหา ก.ไก่ แล้วละนะ (คนฟังฮา)

เอา ฮ นกฮูก ก่อนก็แล้วกันนะ .....คือเราเป็นคนรุ่นใหม่

เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร เราต้องรู้ชัด

ถ้าเราจะไปสู่นิพพาน อย่างน้อยชาตินี้เป็นพระโสดาบันให้ได้นะ

ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว วันหนึ่งข้างหน้ายังไงก็ต้องเป็นพระอรหันต์

พระโสดาบันไม่ยากเกินไป เราต้องมาดูคุณสมบัติของพระโสดาบันก่อนนะ

พระโสดาบันคือท่านผู้เห็นความจริงว่า ตัวเราไม่มี

เรียกว่า ละสกายทิฐิได้  ท่านเห็นว่าตัวเราไม่มีนะ

ในกายนี้ ในใจนี้ ไม่มีตัวเรา  กายนี้ใจนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา

ไม่มีตัวเรานอกเหนือจากกายจากใจนี้อีก

สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเราอยู่ตลอดเวลา ก็คือกายนี้ใจนี้เท่านั้นแหละ

รูปนาม ขันธ์๕ อายตนะ๖ ธาตุ๑๘ แล้วแต่จะเรียกนะ

รวมความง่ายๆ ก็คือ รูปกับนาม คือกายกับใจนี่เอง

เราเห็นว่ามันเป็นตัวเรา  ถ้าเมื่อไหร่เราสามารถพัฒนาจิตใจ

จนเราเห็นความจริงนะว่าตัวเราไม่มีหรอก กายนี้ไม่ใช่เราใจนี้ไม่ใช่เรา

ไม่มีเราในกายในใจนี้ ไม่มีเรานอกเหนือกายนอกเหนือใจนี้

เราก็จะได้เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้ในวันข้างหน้า

วันหนึ่งก็เป็นพระอรหันต์  เหมือนคนตกลงในกระแสน้ำนะ

น้ำพัดพาไปนะ วันหนึ่งไปถึงทะเล

 

ทำยังไงเราถึงจะสามารถเห็นได้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรานะ

พระพุทธเจ้าท่านเคยสอนบอกว่า คนในศาสนาอื่นเค้าสามารถเห็นได้ว่า

กายไม่ใช่เรา มีแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นนะ ถึงจะพัฒนาจิตใจเรา

จนเราเห็นความจริงว่า จิตก็ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา

อย่างคนที่เรียนกับหลวงพ่อนะ ซักเดือนสองเดือนเนี่ย

สามารถเห็นได้แล้วว่ากายไม่ใช่เรา แต่ส่วนมากก็ยังเห็นว่าจิตเป็นเราอยู่

ถ้าวันใดเห็นว่าจิตก็ไม่ใช่เรา ไม่มีเราในกาย ไม่มีเราในจิต

ก็ได้ธรรมะ เป็นปลอดภัย ไม่ไปอบายละ  ชีวิตมีความสุข

มีความสงบ มีความมั่นคง กิเลสหายไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์

 

ทีนี้ทำยังไง เราจะสามารถเห็นว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรานะ

เรามาดูของจริง การดูของจริงของกายของใจเรียกว่า

การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ต้องเห็นความจริงของกายของใจ

ไม่ใช่เห็นกายเห็นใจนะ  พวกเราอย่าตื้น บางคนตื้นเกินไป

คิดว่าแค่รู้กาย แค่รู้ใจก็คือการทำวิปัสสนากรรมฐาน....ไม่ใช่

วิปัสสนากรรมฐานต้องเห็นความจริงของกายของใจ

ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนิจจังก็คือสิ่งซึ่งมันเคยมีแล้วมันไม่มี

สิ่งซึ่งเคยไม่มีมันกลับมีขึ้นมานี่เรียกว่า อนิจจัง

ทุกขัง คือ มันทนอยู่ไม่ได้นะ

มันถูกสภาวะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยของมันเนี่ยเคลื่อนไหวเปลี่ยนไป

พอเหตุของมันเปลี่ยนนะ ตัวมันทนอยู่ไม่ได้นะ ถูกบีบคั้น

ทนอยู่ไม่ได้ในภาวะอันใดอันหนึ่ง เรียกว่า ทุกขัง

อนัตตา ก็คือ มันจะเกิดขึ้น มันจะตั้งอยู่ หรือมันจะดับไป

เป็นไปเพราะเหตุ ไม่ใช่เพราะเราสั่ง เราบังคับไม่ได้

อยู่นอกเหนือการบังคับ นี่เรียกได้ว่าอนัตตา

 

ถ้าสามารถเห็นได้ว่า กายนี้ใจนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เห็นเพียงมุมใดมุมหนึ่ง ไม่ต้องเห็นทั้งสามอย่าง

เห็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง  จิตก็สามารถปล่อยวาง

ความยึดถือกายยึดถือใจได้ในที่สุด  แต่ในเบื้องต้นก็จะเห็นก่อนว่า

กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา ถึงจะเห็นว่าไม่ใช่เราแต่ก็ยังไม่ปล่อยวาง

 

พระโสดาบันเนี่ย ท่านเห็นความจริงแล้วว่าตัวเราไม่มี

กายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ไม่ใช่เรา  กายนี้เป็นวัตถุธาตุที่ยืมโลกมาใช้

จิตใจก็เป็นธาตุเรียกว่าธาตุรู้   ธาตุรู้เนี่ยเกิดดับๆ

สืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ตัวเรา  แต่ท่านยังยึดถืออยู่นะ

ยังเห็นว่า กายนี้ใจนี้ยังนำความดีงามมาให้ได้  ยังรักมันอยู่

ยังนำความสุขมาให้ได้ ต้องเจริญสติต่อไปอีกนะ รู้กายรู้ใจๆ เรื่อยไป

ถึงวันหนึ่ง ถึงจะเห็นความจริงว่า กายนี้ใจนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ

ทุกข์เพราะไม่เที่ยง ทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้ ถูกบีบคั้น

ทุกข์เพราะว่าไม่ใช่ตัวเรา บังคับมันไม่ได้ อยู่นอกเหนืออำนาจบังคับ

ถ้าเห็นอย่างนี้นะก็จะปล่อยวาง  ปล่อยวางเป็นพระอรหันต์

 

พระโสดาบันเนี่ยไม่ได้ยากเท่าไหร่ แค่รู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา

ไม่มีเราในกายในใจ แต่ยังยึดถืออยู่  ทำไมไม่เห็นว่าเป็นเรา

แล้วยังยึดถือได้ คล้ายๆ คนที่ยืมของคนอื่นเค้ามาใช้นะ

 

สมมุติหลวงพ่อไปยืมรถยนต์  ของคุณอนุรุธมาใช้ซักคันนึง

โอ้...รถคันนี้มันโก้จังนะ เรามีแต่รถกระบะ นี่รถเค้าสวย

ยืมมาใช้นาน จนหลงไปว่าเป็นรถของเราเอง  ยืมเค้ามานาน

จนเราคิดว่าเป็นของเราเอง   เหมือนกายนี้ใจนี้ เรายืมของโลกมาใช้

ยืมมานานจนสำคัญผิดว่าเป็นของเราเอง  วันหนึ่งเป็นพระโสดาบัน

รู้แล้วว่ากายนี้ใจนี้เป็นของโลกนะไม่ใช่ของเรา ไม่มีเราหรอก

ก็จะคล้ายๆคนขี้งกอ่ะ  รู้แล้วว่ารถคันนี้ไมใช่ของเรานะ แต่มันดีนะ

เอาไว้ก่อน เพราะฉะนั้นพระโสดาบันยังมีอารมณ์ขี้งกอยู่

ยังไม่ปล่อยวางกายวางใจจริงนะ ต้องมาเรียนรู้กายรู้ใจให้หนักเข้าอีก

ดูไปเรื่อย วันหนึ่งเกิดปัญญาขึ้นมา ก็เห็นมันเป็นแต่ทุกข์ล้วนๆเลย

ไม่ใช่ของดีของวิเศษอีกต่อไป  ก็ยอมคืนเจ้าของ คืนให้โลกไป

 

นี่ ฮ นกฮูกนะ มีหลัง ฮ นกฮูกอีก after ฮ นกฮูก

คือภาวะซึ่งมันสิ้นทุกข์ไปแล้วนะ  จิตใจซึ่งมันสิ้นทุกข์ไปแล้วนะ

มันจะบอกว่ามีความสุขมันก็ไม่เหมือนนะ มันไม่รู้จะเทียบกับอะไร

มันสุขเพราะไม่มีอะไรเสียดแทง เป็นสุขเพราะเป็นอิสระ

จิตใจปลอดโปร่งโล่งเบาอยู่ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่นนะ

มันมีแต่ความสุขอย่างงั้น  สุขเพราะพ้นความปรุงแต่ง

สุขเพราะพ้นกิเลส สุขเพราะไม่มีภาระที่จะต้องไปยึดถืออะไร

ใจมันโล่ง อย่างถ้าเรายึดอะไรซักอย่าง  เราก็มีภาระ

ยกตัวอย่างนะ ตรงนี้มีผ้าอยู่ชิ้นหนึ่ง  เอาอะไรดีล่ะที่จะไม่แตกง่าย

เอานี่ก็แล้วกัน  ระหว่างแก้วน้ำกับผ้านี่ อันไหนหนักกว่ากัน

(หลวงพ่อถือใช้มือหนึ่งถือแก้วน้ำและอีกมือหนึ่งถือผ้าไว้)

แก้วน้ำใช่มั้ย  ถ้าหลวงพ่อวางแก้วน้ำลงเนี่ย

ระหว่างแก้วน้ำกับผ้า  อันไหนจะหนักกว่ากัน

เห็นมั้ยแก้วน้ำมันหนักของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา....ใช่มั้ย

ถ้าเรายึดผ้าไว้ เราก็หนักเพราะผ้า  ขันธ์นี้เหมือนกันนะ

ขันธ์นี้เป็นของหนัก ขันธ์นี้เป็นภาระโดยตัวของมันเอง

เหมือนแก้วน้ำเนี่ย มันหนักโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราไม่ไปหยิบฉวยขึ้นมา มันไม่หนัก

ใจของพระอรหันต์  ใจที่ภาวนามาเต็มเปี่ยมแล้วนะ

มันไม่ยึดถืออะไร  เพราะฉะนั้นมันไม่หนักเพราะอะไรอีกแล้ว

หมดภาระที่จะต้องแบกหาม  เพราะฉะนั้นอย่าไปวาดภาพ

พระอรหันต์ เหมือนคนพิกลพิการนะ ต้องซึม เซื่องๆ ซึมๆ

ทำอะไรก็ไม่ได้นะ  กระดุกกระดิกมาก ก็บอกมีตัณหานะ

อะไรอย่างนี้ มากไปนะอันนั้นมันคนพิการนะ

ดูพระอรหันต์สมัยพุทธกาลนะ บางองค์เจอท้องร่องกระโดดเลย

อย่างพระสารีบุตรเนี่ย ไม่มาย่องๆ เลยนะ กระโดดเลย

 

พวกเรานะพากเพียรนะ เจริญวิปัสสนา ได้เป็นพระโสดาบัน

ก็มีความสุขมากมาย ได้เป็นพระอรหันต์มีความสุขที่สุดเลย

มีความสุขแล้วก็พ้นกิเลส พ้นความปรุงแต่ง พ้นความเสียดแทง

พ้นภาระนะ  มีความสุขเป็นอิสรภาพ

 

ทีนี้มาถึงวิธีการนะ  มีวิธีการเริ่ม ก ไก่

ว่า ฮ นกฮูกไปแล้ว ต่อมาเริ่มที่ ก ไก่  ทำยังไงเราถึงจะสามารถ

เห็นความจริงของกายของใจว่าไม่ใช่ตัวเรา  ในความเป็นจริงแล้ว

กายนี้ใจนี้ ไม่ใช่ตัวเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร  เพราะฉะนั้น

การภาวนา การทำวิปัสสนากรรมฐานเนี่ย

ไม่ใช่การโปรแกรมจิต ให้เชื่อว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรานะ

ไม่ใช่สะกดจิต  ไม่ใช่โปรแกรมจิต

ความจริงไม่ใช่เรามาตั้งแต่แรกแล้ว แต่โง่ไปคิดว่าเป็นเราเอง

นี่แหละความโง่คือความไม่รู้ หรือ อวิชชานี่เองนะ

ถ้าวันใดหมดความโง่ คือ หมดอวิชชา รู้ความจริง

เค้าเรียกว่ามีวิชชานะ  ก็ไม่เห็นว่ามีเรา  ถ้ามีวิชชาแจ่มแจ้งจริงๆ

ก็รู้เลยไอ้สิ่งที่นึกว่าเป็นเรานั้น คือ ขันธ์๕ นั้น

เป็นแต่ตัวทุกข์ล้วนๆ  ถ้าเห็นขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ล้วนๆนะ

เนี่ยเรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็ ละสมุทัย

คือหมดความอยาก ที่จะให้กายให้ใจเป็นสุข

หมดความอยาก จะให้กายให้ใจพ้นทุกข์

เพราะรู้ว่ามันพ้นทุกข์ไปไม่ได้  เพราะรู้ว่ามันสุขไปไม่ได้

มันเป็นตัวทุกข์ มันจะพ้นจากทุกข์ได้ยังไง

เหมือนไฟเป็นของร้อน ทำยังไงมันก็ร้อน

ขันธ์นั้นเป็นตัวทุกข์ ทำยังไงก็เป็นตัวทุกข์

ไม่ใช่ทำขันธ์ให้เป็นตัวสุขขึ้นมา

แต่ใจที่ฉลาด ใจที่รู้ความจริงแล้ว มันไม่ยึดถือขันธ์

เหมือนอย่างแก้วน้ำเป็นของหนัก  ถ้าใจไม่ยึดมันก็ไม่ทุกข์

ไม่ใช่ว่าเราจะมาโปรแกรมจิตให้เชื่อว่าขันธ์เป็นทุกข์

ความจริงนั้นมันเป็นทุกข์อยู่แล้ว  เราจะมาดูความจริงให้ได้

อะไรที่ปิดบังความจริงไว้  การที่เราจะรู้กายรู้ใจ

ของตัวเองให้ได้นั้นน่ะ  ขั้นแรกเลยต้องรู้กายรู้ใจ

อะไรทำให้เราลืมกายลืมใจทั้งวัน ......เราขาดสติ

รู้สึกมั้ย เราไปหลงคิดทั้งวัน พอตื่นนอนขึ้นมา

เราก็คิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ  ขณะที่เราหลง

ไปอยู่ในโลกของความคิด เรียกว่าเราหลงอยู่กับสมมุติบัญญัติ

สมมุติบัญญัตินะปิดบังปรมัตถ์คือ ปิดบังความจริง

ปิดบังตัวรูปตัวนาม  ขณะใดใจลอย ขณะนั้นมีร่างกาย

ก็เหมือนไม่มี ขณะใดใจลอย ขณะนั้นมีจิตใจอยู่ก็ลืมมันไป

มัวแต่สนใจคนอื่น สนใจสิ่งอื่น สนใจสิ่งภายนอก

ลืมที่จะรู้สึกกายลืมที่จะรู้สึกใจ  การที่ลืมรู้สึกกายรู้สึกใจนี่แหละ

เรียกว่าขาดสติ

 

งั้นเครื่องมือตัวแรกในการทำวิปัสสนานี่ เรียกว่า สติ

สตินั้นสำคัญมาก  จิตที่เป็นกุศลทั้งหลาย

จะต้องประกอบด้วยสติเสมอ  สติมีหลายระดับ

สติทั่วๆไปอย่าง อยากฟังธรรมะ จิตเป็นกุศลนะ จิตดวงนี้มีสติ

แต่สติอันนี้ไม่ใช่สติปัฏฐาน ไม่ใช่สติที่จะทำให้เราพ้นโลกได้

มันเป็นแค่สติธรรมดา อย่างอยากทำบุญ อยากใส่บาตร

อยากทำสังคมสงเคราะห์ อยากจัดให้คนมาฟังเทศน์เยอะๆ

อะไรอย่างนี้มีสตินะ แต่ว่าเป็นสติอย่างโลก จะเกื้อกูลให้เรา

อยู่ในโลกอย่างมีความสุขเท่านั้นเอง  แต่สติข้ามโลกเนี่ย

ต้องสติเรียนรู้กาย สติเรียนรู้ใจ สติรู้กาย สติรู้ใจ เรียกว่า

สติปัฏฐาน   ถ้าเมื่อไหร่ลืมกาย เมื่อไหร่ลืมใจ

เค้าเรียกว่าขาดสติ (ปัฎฐาน)  มีสติธรรมดาได้

แต่ว่าขาดสติปัฏฐาน  ถ้าไม่ได้ทำสติปัฏฐานเนี่ย ไม่สามารถ

บรรลุมรรคผลนิพพานได้นะ เพราะทางสายเอก ทางสายเดียว

เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นเนี่ย คือการเจริญสติปัฏฐาน

มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจบ่อยๆ  นี่ตัวที่หนึ่งนะ เราต้องมีสตินะ

 

ตัวที่สอง เราต้องมีสัมมาสมาธิคือ มีใจที่ตั้งมั่น   สัมมาสมาธิเนี่ย

เป็นตัวที่อาภัพมาก คนไม่ค่อยรู้จัก  เพราะเราไม่รู้จักสัมมาสมาธินี่เอง

เราภาวนากันแทบล้มแทบตาย เราจึงไม่บรรลุมรรคผลจริงๆ

อย่างบางคนภาวนาไปนะ เกิดอาการวูบๆวาบๆ ลืมเนื้อลืมตัวอะไร

ก็บอกบรรลุมรรคผลแล้ว  ไม่ใช่นะ ไม่ใช่มรรคผลอย่างนั้น

กลับมาไม่นานกิเลสก็กลับมาอีกนะ มรรคผลถ้าเกิดจริงๆแล้ว

ล้างกิเลสไปแล้ว จะไม่กลับอีกเลย ขาดสูญไปเลย

งั้นถ้าเราภาวนาวูบๆ วาบๆ ไปแล้ว เราบอกว่าบรรลุแล้วๆ

ไม่ใช่ของจริงนะ  ของจริงมันต้องล้างกิเลสได้จริง

ทำไมพวกเรามีสตินะ เราจะหายใจออกเราก็รู้สึก หายใจเข้าเราก็รู้สึก

ท้องพองก็รู้ ท้องยุบก็รู้ เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้านะ รู้หมดเลย

 

แต่ทำไมมันขาดอะไร ทำให้ไม่เกิดมรรคผลที่แท้จริง

กลายเป็นเกิดสมถะนะ  อย่างเรารู้ลมหายใจนะ

จิตสงบ จิตสว่าง จิตสบายขึ้นมานะ หรือสว่างจ้าขึ้นมา

อยากรู้อยากเห็นอะไรนะส่งจิตไปดู รู้เห็นทั่วโลกธาตุ

นี่ออกไปรู้ข้างนอกไม่กลับมารู้กายรู้ใจตัวเอง ใช้ไม่ได้จริง

หรือเดินจงกรมอยู่แล้วตัวลอย ตัวเบา บางคนลอยจริงๆนะ

ลอยจริงๆ ลอยจากพื้นเลยนะ บางคนตัวเบาๆ บางคนตัวพองๆ

ขนลุกขนชัน สิ่งเหล่านี้เป็นปีตินะ  ปีตินี้มันมีเกิดจากสมาธินะ

เกิดจากการที่เราไปเพ่งอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง

อย่างเรารู้ลมหายใจ จิตเราแนบอยู่กับลม  รู้ท้องพองยุบ

จิตเราไปแนบอยู่ที่ท้อง ไปเดินจงกรมจิตไปแนบอยู่ที่เท้า

บางคนเลยเท้าออกไปอีก บางคนจิตไปอยู่ที่พื้น เดินจงกรมแล้ว

รู้ว่าพื้นเย็น พื้นร้อน พื้นอ่อน พื้นแข็ง  อันนี้ลืมเป้าหมาย

ลืมวัตถุประสงค์ของการปฎิบัตละ เราปฎิบัติเพื่อละการเห็นผิด

ว่ากายกับใจเป็นเรา  กลับไปเรียนเรื่องพื้น  พื้นไม่เป็นเราอยู่แล้ว

มีใครรู้สึกพื้นเป็นตัวเรา มีมั้ย  ก็ไม่มีหรอกนะนอกจากเพี้ยนจริงๆ

งั้นอย่าให้เกินกายเกินใจออกไปนะ คอยรู้สึกกาย รู้สึกใจ รู้สึกยังไง

รู้สึกตามความเป็นจริงนะ

 



LAST_UPDATED2
 

รวมคลิปรายการพื้นที่ชีวิต

You need Flash player 6+ and JavaScript enabled to view this video.

ธรรมะ Online

ป้ายโฆษณา

กลุ่มงานของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

•	จัดระบบเป็นกลุ่มงาน ร่วมกันรับผิดชอบ
ขับเคลื่อนและประสานเป็นกลุ่ม แบบมี
ภาระพันธกิจที่ชัดเจน
• คณะทำงานประกอบด้วยผู้ประสานหลัก
ของกลุ่มงานทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน
กลุ่มงาน กับคณะของคนทำงาน

กลุ่มงานอำนวยการ
กลุ่มงานการเงินและบัญชี
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
 และโสตทัศนูปกรณ์
กลุ่มงานกิจกรรม ๑
กลุ่มงานกิจกรรม ๒
กลุ่มงานผลิตหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานคลังและกระจายหนังสือ
และสื่อธรรม
กลุ่มงานห้องหนังสือและสื่อธรรม
กลุ่มงานเผยแผ่และประชาสัมพันธ์