ภาพของ "สวนโมกข์" กรุงเทพฯ ที่ลอยอยู่ริมน้ำ ในสวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ แลดูสงบร่มรื่น หากมองจากตัวอาคารออกไป จะเห็นบึงน้ำขนาดใหญ่ของสวนรถไฟ ไหลเอื่อย ๆ ยิ่งมองยิ่งสงบ ยิ่งเพลิดเพลิน...
ผู้คนที่แวะมาเยี่ยมชมหอจดหมายเหตุท่านพุทธทาส มีกิจกรรมให้ทำตามอัธยาศัยมากมาย บางคน...เดินทางมาเพื่อนั่งสมาธิ บางคน...แวะเวียนมาพักใจ บางคน...มาค้นหาหนังสือท่านพุทธทาส ที่หาอ่านได้ยาก หรือบางคน...เดินทอดอารมณ์ปล่อยใจไปกับแมกไม้ สายน้ำ และความสงบ ตามลำพัง
จากการสอบถาม หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นสวนโมกข์กรุงเทพฯ ทำให้นึกถึง "สวนโมกข์" แห่งตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่วันนี้พวกเขาไม่ต้องเดินทางไกลถึงสุราษฎร์ฯอีกแล้ว เพราะสวนโมกข์กรุงเทพฯ เสมือนจำลองสวนโมกข์ไชยามาประดับไว้กลางกรุง
หากเดินละเลียดเข้าไปสำรวจหอจดหมายเหตุ ท่านพุทธทาส จะพบว่าโครงสร้างอาคารทั้งหมด เสร็จไปแล้ว 99% เหลือเพียงการเก็บรายละเอียดและตกแต่งภายในอีกเล็กน้อยเท่านั้น
สวนโมกข์กรุงเทพฯ มีทั้งหมด 3 ชั้น มีบันไดและลิฟต์ขึ้นลงโดยสะดวก โดยชั้นแรกประกอบด้วยห้องหนังสือและสื่อธรรม กว้างใหญ่โอโถงด้วยปัญญา เพราะเป็นที่เก็บรวบรวมหนังสือธรรมมะหลากหลายแนว โดยเฉพาะหนังสือของท่านพุทธทาสและหนังสือการพัฒนาคุณภาพกายและจิตกว่า 1,600 ปก ถ้าเป็นแนวลึกหน่อย คือ หนังสือหลักธรรม ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวก ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่นับรวมหนังสือหลักธรรมแนะนำ และหนังสือออกใหม่อีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังมีหนังสือธรรมจากพระอาจารย์ต่าง ๆ ให้อ่านฟรี หรือจะซื้อไปอ่านที่บ้านก็เชิญได้ตามอัธยาศัย ถัดจากห้องหนังสือ จะเป็นลานกว้างหน้าอาคาร เป็นห้องโถงใหญ่ หรือที่เรียกว่า "ลานหินโค้ง" ยกแบบมาจากสวนโมกข์ที่ อ.ไชยา "ลานหินโค้ง" ที่กรุงเทพฯ จะสลักภาพพุทธประวัติเรียงรายอยู่บนผนัง และใช้เป็นลานอเนกประสงค์ สำหรับประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น ทำวัตรเช้า เย็น ประชุมสัมมนา และทำบุญเลี้ยงพระ
ส่วนใกล้ ๆ กันกับลานหินโค้งจะเป็นรูปหล่อจำลองท่านพุทธทาส เพื่อให้ประชาชนได้สักการะ และรำลึกถึงบุคคลสำคัญของโลก
ถัดมาชั้นที่ 2 ประกอบด้วยสวนปฏิจจสมุปบาท ห้องปฏิบัติธรรมและประชุมสัมมนา และห้องนิทรรศการ "นิพพานชิมลอง" ไว้สำหรับฝึกปฏิบัติสมาธิ
สำหรับห้อง "นิพพานชิมลอง" บอกประโยชน์ไว้ว่า มีความมุ่งหมายให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ทางธรรม อันจะก่อให้เกิดความปราโมทย์ ความปีติ และฉันทะ
ในการทำให้ความสงบเย็นหรือนิพพานเกิดขึ้นบ่อยและนานขึ้น และเพื่อความสุขที่ประณีตและเผื่อแผ่สุขที่แท้สู่ผู้อื่น สังคม จนถึงมวลมนุษยชาติ
ห้องนิทรรศการ "นิพพานชิมลอง" นี้ จะแบ่งออกเป็น 5 ห้องหลัก เพื่อให้ผู้เข้าชมรู้จักท่านพุทธทาสอย่างละเอียด แต่ห้องที่ได้รับความสนใจคือ
ห้องที่ 1 เรียกว่า "เสียงสงบใจ" ภายในห้องนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมกาย เตรียมใจให้พร้อม ก่อนสัมผัสประสบการณ์ "นิพพานชิมลอง"
พร้อมจดจ่อฟังเสียงระฆัง รวบรวมพลังความสงบภายในจิตใจ
อีกห้องคือ "นิพพานที่ข้าพเจ้ารู้จัก" ภายในห้องนี้เปรียบเสมือน "โรงมหรสพทางวิญญาณ" ซึ่งเป็นเวทีจัดแสดงสื่อธรรมร่วมสมัยที่หลากหลาย ทั้งภาพยนตร์ ประติมากรรม และถ้อยคำชวนคิดสะกิดใจ
ห้องนิทรรศการ "นิพพานชิมลอง" อยู่ระหว่างการตกแต่งห้องนิทรรศการอย่างประณีต และจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ อัลบั้มภาพธรรมมะที่วาดจากคำสอนของท่านพุทธทาส จำนวน 111 ภาพ โดย 40 ช่างภาพชั้นนำของเมืองไทย อาทิ ธีรภาพ โลหิตกุล พิสิฐ เสนานันท์สกุล ธีรัช บุตรนุชิต จิระนันท์ พิตรปรีชา ฯลฯ
พิเศษสำหรับภาพวาดก็คือ สามารถสั่งจองซื้อภาพได้ 1 ภาพ ราคา 2,000 บาท แต่ถ้าซื้อ 2 ภาพขึ้นไป ราคาภาพละ 1,500 บาท เดินขึ้นมาชั้นที่ 3 จะประกอบไปด้วย 3 ห้องหลักคือ ห้องประชุม ห้องจดหมายเหตุ และห้องค้นคว้า ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมผลงานท่านพุทธทาส และมีเทปเสียงบรรยายธรรมท่านพุทธทาส สามารถดาวน์โหลดกลับไปฟังที่บ้านได้ ขณะนี้ทุกห้องกำลังอยู่ระหว่างการตกแต่งภายใน
พนักงานหญิง ปตท.รายหนึ่งเล่าว่า "รู้สึกดีมาก สวนโมกข์แห่งนี้เหมือนเป็นที่สงบใจ พักผ่อนใจ ทุกวันหลังพักกลางวัน จะแวะมาเดินเล่นทุกวันเพราะอยู่ใกล้ที่ทำงาน เคยไปสวนโมกข์ที่ไชยามาหลายครั้งแล้ว เพราะญาติ ๆ หลายคนไปวิปัสสนาที่นั่น ก็จะตามไปสมทบด้วยเสมอ แต่วันนี้ไม่ต้องไปถึงไชยาแล้ว เรามีสวนโมกข์กลางกรุงเทพฯ ตั้งใจว่าจะมาทุกวัน มาสวดมนต์ เดินวิปัสสนา อยากให้คนกรุงเทพฯมากันเยอะ ๆ แต่มากันอย่างสงบ (นะ) เพราะบรรยากาศที่นี่จะทำให้ใจเราสงบ"
คุณน้าวัยกลางคนจากนนทบุรีบอกว่า "รู้สึกดีที่สวนโมกข์เปิดที่กรุงเทพฯ เปิดเสียที อย่างน้อยจะทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯเข้าถึงธรรมะมากขึ้น"
อาม่าชาวกรุงวัย 70 เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า "ดีใจ มากค่ะ ไม่ต้องเดินทางไกลถึงสุราษฎร์ฯ เพราะอายุเยอะแล้ว (หัวเราะ) ที่สำคัญ สวนโมกข์แห่งนี้จะเป็นประโยชน์มากสำหรับเด็ก ๆ หากพ่อแม่ หรือคุณครู พานักเรียนมาทัศนศึกษาหาความรู้ แนะนำให้ลูกคุณรู้ว่า หลักธรรมพุทธทาสเป็นอย่างไร ดีอย่างไร อย่างห้องหนังสือ ถึงคุณไม่มีเงินซื้อหนังสือ คุณมาที่นี่ได้ อ่านได้ฟรี" พร้อมกับบอกว่า "หากเราสอนเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่มีอะไรยากหรอกในการสอนลูกหลานให้เป็นคนดี เขาจะรู้จักผิดชอบชั่วดี เพราะเขาจะซึมซับไปเอง ถ้าผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เขา อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นว่า คนมาที่นี่ แต่งกายสุภาพ อากาศก็บริสุทธิ์ มาที่แบบนี้ ไม่เป็นหวัดแน่นอน" อาม่ายังแนะนำว่า อยากให้คุณครูหรืออาจารย์พานักเรียน นักศึกษา มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ ถ้าจะให้ดี กระทรวงศึกษาธิการน่าจะบรรจุเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนด้วยซ้ำ เช่น พามาทัศนศึกษา 3 เดือนครั้ง เพราะการถือศีล ถือธรรม จะช่วยให้เด็กเป็นคนดี โตขึ้นไปเด็ก ๆ จะได้ไม่เห็นแก่ตัว"
กล่าวสำหรับหอจดหมายเหตุท่านพุทธทาส เป้าหมายที่วางไว้ก็คือ เพื่อสืบสานงานพระพุทธศาสนา ผ่านงานปณิธาน และอุดมการณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ในการนำพาความถูกต้อง และสันติสุขทั้งกาย จิตใจและปัญญา ให้กลับคืนสู่สังคมมนุษยชาติ ด้วยการเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน การทำความเข้าใจกันระหว่างศาสนา และการออกมาเสียจากอำนาจวัตถุนิยม จนทุกที่ก็เป็นสวนโมกข์ ทุกคนก็เป็นพุทธทาสได้
ดังข้อความในมรดกธรรมที่ขอฝากไว้ว่า "ทุกคนสามารถเป็นพุทธทาสได้...คือ รับใช้ในการเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยการทำตัวอย่างในการปฏิบัติให้ดู มีความสุขให้ดูจนผู้อื่นพากันทำตาม และ "สวนโมกข์" คือ สถานที่ให้ความสะดวกในการเป็นเกลอกับธรรมชาติทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ ควรจัดให้มีกันทุกแห่งหน เพื่อการศึกษาธรรมชาติโดยตรง เพื่อการรู้จักกฎของธรรมชาติ และเพื่อการชิมรสของธรรมชาติ จนรู้จักธรรมชาติ
เหลียวดูกิจกรรมของหอจดหมายเหตุพุทธทาส พบว่า มีจัดเตรียมกันไว้เป็นปี เริ่มตั้งแต่กิจประจำทุกวัน ได้แก่ ทำวัตรสวดมนต์ภาวนาอานาปานัสสติ,
เปิดให้บริการห้องหนังสือและสื่อธรรม, ห้องศึกษาค้นคว้า เป็นต้น กิจประจำสัปดาห์ ได้แก่ สวนโมกข์เสวนา, สมาธิภาวนาอานาปานัสสติ, โยคะเพื่อการภาวนา, ไท้เก๊กเพื่อการเจริญสติ
ส่วนกิจประจำเดือน ประกอบด้วย ใส่บาตรเลี้ยงพระวันเกิดประจำเดือน, ธรรมะในสวน และกิจประจำปีที่วางไว้ก็คือ จัดงานสัปดาห์หนังสือพุทธทาสแห่งชาติ
กิจกรรมที่จะปฏิบัติทุกเย็นได้ นั่นก็คือ กิจกรรมสวดมนต์ทำวัตร และนั่งสมาธิภาวนา อานาปานัสสติ 16 ขั้น กับพุทธทาสภิกขุ ทุกวัน เวลา 17.30 น-18.30 น.
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสวนโมกข์เสวนาและบุ๊คคลับ ทุกวันเสาร์ 14.00 น.-16.00 น. กิจกรรมสอนสมาธิภาวนาอานาปานัสสติ ทุกวันอาทิตย์ 14.00 น.-17.00 น. และกิจกรรมพิเศษ คือ ธรรมะในสวนและใส่บาตรเลี้ยงพระวันเกิด จะจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 09.00 น.-15.00 น.
"น.พ.บัญชา พงษ์พานิช" กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการมูลนิธิหอจดหมายเหตุ พุทธทาส อินทปัญโญ ศิษย์ท่านพุทธทาส เผยว่า
สำหรับพวกเราที่อยู่ที่นี่ทุกคน รู้สึกยินดีที่มีคนมาใช้ประโยชน์จากสวนโมกข์กรุงเทพฯ เพราะเราสร้างขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์
"พระภาวนาโพธิคุณ (พระอาจารย์โพธิ์ จันทสโร) เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม ท่านกำชับ 3 เรื่องว่า 1.คือสร้างให้เสร็จ 2.ให้คนได้ใช้ประโยชน์ และ 3.ให้ยั่งยืนอยู่ได้นาน ฉะนั้น ความยินดีของเราก็คือ ยินดีที่เสร็จ และมีคนมาใช้ รวมทั้งมีกลุ่มคนหลายกลุ่มมาร่วมกันทำกิจกรรม ส่วนจะอยู่ยั่งยืนได้นั้น ก็ต้องพิสูจน์ คือ จะทำอย่างไรให้ระบบงานของเรามีผู้คนทั้งหลายมาช่วยกัน"
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้มี 5-6 กลุ่มแล้ว ที่มาร่วมทำกิจกรรมกับเรา เช่น สถาบันโยคะวิชาการ เขาบอกเลยว่า จะมาสอนโยคะในสวนธรรม ก็มีคนมากันเต็ม
หรือกลุ่มไท้เก๊ก เขาก็บอกว่า เดือนละครั้งจะมารำไท้เก๊กแบบอานาปานัสสติ ทั้ง 2 กลุ่มนี้บอกว่า ถ้ามีคนมากันมากอย่างทุกวันนี้ ก็จะมาทุกอาทิตย์ เขายินดีบริการ"
หรืออีกกลุ่ม เรียกว่า กลุ่มอยู่เย็นและเป็นประโยชน์ อาสามาทำอานาปานัสสติ หรือล่าสุด มีคุณครูที่เคยเรียนและไปสอนอยู่ที่พาราณสี ประเทศอินเดีย ก็บอกว่า อยากมาทำโรงเรียนใต้ร่มไม้ที่นี่ ผมบอกว่าเอาเลย
"ผมเชื่อว่า ถ้าทำแล้วมีคนมาใช้เยอะ คนมาทำกิจกรรมกันเยอะ ผู้ที่ร่วมกันสร้างที่แห่งนี้ขึ้นมา เขาก็ดีใจ จึงอยากให้สวนโมกข์แห่งนี้ กลายเป็นพื้นที่บุญ"
หมอบัญชาเล่าว่า "ความรู้สึกคนที่มาใช้พื้นที่บุญที่นี่ ส่วนหนึ่งจะรับในสมุดบันทึกประจำวันที่เราจัดทำให้ ล่าสุด ผมอ่านแล้วขนลุกเลย ผู้หญิงคนหนึ่ง ลูกเขาพามาวันแม่ เขาเขียนว่า ดีใจมาก ให้พรลูกว่า ขอบคุณลูกมาก ที่พาแม่มาพบสิ่งที่ดี อันนี้เขาไม่ได้ชื่นชมอะไรเราเลย แต่เขาใช้พื้นที่ของเราเพื่อทำความดีให้กันและกัน"
"ท่านพุทธทาสได้ชี้เรื่อง ′สระนาฬิเก′ ไว้ว่า โลกและสังคมเรานี้ไม่พ้นหรอกกับสิ่งวุ่น และไม่ควรหลีกหนีจากสิ่งวุ่น อาจจะหลบมาชั่วคราว เพื่อมาตั้งสติ และพร้อมจะกลับไปสู้ แต่ดีที่สุดคือ ต้องอยู่ให้ได้ท่ามกลางความยุ่งเหยิงเหล่านั้น"
ด้วยเหตุนี้ ที่นี่ อาจเป็นจุดพักใจชั่วขณะ และเติมกำลังใจให้คุณ กลับออกไปสู้กับสิ่งวุ่นวายในสังคมโลก
ใครอยากสัมผัส หรืออยากรู้ว่า "นิพพาน" อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก เป็นเช่นไร สวนโมกข์กรุงเทพฯ อาจมีคำตอบให้คุณก็เป็นได้...
ที่มา : มติชนออนไลน์ 20 สค. 2553