Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.fields.php on line 421

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.fields.php on line 421

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.fields.php on line 421

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1381

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1411

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1425

Warning: Creating default object from empty value in E:\xampp\htdocs\html_dhamma4u\components\com_flexicontent\classes\flexicontent.helper.php on line 1455

Create PDF Recommend Print

วิธีปฏิบัติกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน4

Created
Monday, 31 August 2009
Created by
webmaster
SHARE STORE:
Digg
 
วิธีปฏิบัติกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน4
อยากจะขอย้ำว่า ในการเจริญสติ (สติปัฏฐานสี่) ในการปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานนั้น สิ่งสำคัญคือการพยายามรู้ตัวให้ทั่วพร้อมตลอดเวลา ดังนั้น หลักสำคัญที่สุดที่จะแนะนำในแนวการเดินจงกรมนี้ก็คือ พยายามมีสติ ตามดู ตามรู้อาการของกายและใจให้มาก ให้ต่อเนื่อง ต้องมีความอดทน มีความเพียรพยายามและตั้งใจจริง (แต่ก็ไม่ต้องเครียดจนเกินไป)สังเกต ทุกอย่างไปอย่างช้าๆ ให้ละเอียดๆ เท่าที่จะทำได้ 
แนววิธีในการเดินจงกรม 
1.  ที่เดินจงกรม 
หามุมสงบอากาศกำลังดีที่เป็นที่โล่งยาวประมาณไม่เกิน ๓ เมตร และกว้างพอให้ขณะที่เดินจงกรมตามทางนั้นและขณะสุดทางหมุนตัว กลับตัวและมือและขาจะห่างจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามพอสมควรที่จะ ทำให้ไม่ไปชนหรือถูกเข้าหรือที่จะทำให้ใจต้องไปกังวลว่าจะชนอะไร หรือเหยียบอะไรเข้าหรือเปล่า 
2. การเดิน  
ตั้งกายให้ตรง คอตรง หลังตรง ตาสำรวมหลุบต่ำมองพื้นห่างออกไป ประมาณไม่เกิน ๒ เมตรตลอดเวลา ปล่อยมือทั้งสองข้างไว้แนบลำตัว สบายๆ การวางมือวางได้ ๓ แบบตอนนี้เราจะต้องเอามือไปวางพักไว้ในที่ที่จะทำให้ไม่เป็นอุปสรรคหรือ กังวลในการปฏิบัติ ครูบาอาจารย์แนะนำที่และวิธีวางมือไว้ ๓ แบบ 
ถูกใจแบบไหนที่สุด สบายกับแบบไหนที่สุดก็ใช้อันนั้นเป็นหลักก็ได้และถ้าหากว่าเดินไปนานๆ จนเมื่อยมือในอากัป กิริยานั้น ก็ลองอดทนดูก่อนสักพักอย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนทันที 
เมื่ออดทนไปสักพักใหญ่แล้วยังเมื่อยอยู่คราวนี้จะเปลี่ยนบ้างก็ได้โดยค่อยๆ กำหนดรู้ที่ใจว่า อยากเปลี่ยนหนอ อยากเปลี่ยนหนอ แล้วก็ค่อยๆ กำหนดว่า “เปลี่ยนหนอ” “เปลี่ยนหนอ” 
ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เคลื่อนมือทีละข้างไปวางไว้ในท่าที่ต้องการจะเปลี่ยน ค่อยๆ ตามดู อาการของมือไปเรื่อยๆ เมื่อเสร็จข้างแรกก็ทำอย่างเดียวกันกับ อีกข้าง ค่อยๆ เปลี่ยนช้าๆ 
สังเกตอาการของมือ สังเกต การเคลื่อนไหวหรืออะไรก็ได้ที่ชัดที่สุดในการขยับมือเพื่อเปลี่ยนท่าในวินาทีที่เป็นอยู่
ท่าในการวางมือ 
ท่าแรก- ทาบไว้ที่ท้อง 
ท่าที่สอง- จับกันไขว้ไว้ข้างหลัง 
ท่าที่สาม- วางไว้ข้างลำตัว ก็คือคงเอาไว้ข้างลำตัวสบายๆ เหมือนตอนเริ่มยืนนั่นเอง แต่ไม่ต้องเกร็งและไม่ควรขยับ ไม่แกว่งหรือเคลื่อนไหวไปตลอดจนกว่าจะเมื่อยจนทนไม่ไหว จึงค่อยเปลี่ยน
สาเหตุที่ต้องมีท่าวางมือ 
เหตุที่ต้องแนะนำท่าวางมือไว้ เพราะในการเดินจงกรมนั้น เรามุ่งมีสติรู้ อาการเดินของเราอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จึงต้องหาที่วางตาที่เหมาะสม 
เพื่อไม่ให้ตาล่อกแล่กออกไปตรงอื่นนอกการปฏิบัติ (เมื่อตาล่อกแล่กก็คือ ใจของเราล่อกแล่กไปแล้ว เผลอสติไปแล้ว ทำนองนั้น) และเช่นเดียวกัน ก็ควรเตรียมเอามือไว้ในที่เหมาะสม ไม่แกว่งไปมาในขณะเดียวกันก็ไม่ ทำให้ใจต้องมากังวลกับมือ ท่าที่ครูบาอาจารย์แนะนำไว้นี้จึงน่าจะเป็นท่าที่เหมาะสมในการทำให้มือไม่มาเป็นอุปสรรคระหว่างที่เรากำลังมีสติรู้กับการเดินจงกรมอยู่
คำแนะนำเรื่องมือขณะเดินจงกรม
-  ไม่ควรเปลี่ยนท่ามือบ่อยๆ 
-  หากเมื่อยและอยากเปลี่ยนให้กำหนดรู้ว่า เมื่อยหนอ ทุกข์หนอ อยากเปลี่ยนหนอ ไม่เปลี่ยนหนอ อดทนหนอ พากเพียรหนอ ไม่เปลี่ยนหนอ ไปก่อนสักพัก (เพื่อจะได้รู้จักเป็นจริงของกายนี้ว่าเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ต้องขยับต้องเปลี่ยนอยู่เสมอ
เวลาที่อยู่นอกการปฏิบัติเราจะไม่สามารถ รับรู้ความจริงเหล่านี้ เนื่องจากเราเอาใจตัวเองตามความพอใจอยู่เสมอ (ภาษาธรรมะอาจเรียกว่าเรา “ตามใจกิเลส”
หรือ “ยอมตกเป็นทาสกิเลส” อยู่เสมอ โดยเรามักไม่เคยรู้ตัว … 
นอกจากนี้ ที่ยังไม่เปลี่ยนทันที ควรจะทนไปก่อนสักพักก็เพื่อฝึกความอดทนและเพิ่มวิริยะบารมี) แล้วเดินจงกรมต่อไปสักพัก เมื่อไม่ไหวจริงๆ หลังจากได้อดทนแล้วสักช่วง 
จึงค่อยๆ ขยับเปลี่ยน โดยเมื่อเริ่มไม่ไหวแล้วต้องเปลี่ยนแล้ว ก็กำหนดไม่ไหวหนอ ทุกข์หนอหรือเมื่อยหนอ ไปตามความจริง แล้วกำหนดรู้ ที่ใจว่า(ใจ)อยากเปลี่ยน 
กำหนด “อยากเปลี่ยนหนอ” แล้วค่อยๆ เปลี่ยนไปยังท่าใหม่ที่ต้องการ ตามวิธีการที่แนะไว้แล้ว ช้าๆ นิ่มๆ ค่อยๆ ประคองดูอาการของมือไปเรื่อยๆ ทุกๆ ครั้ง 
-  ต่อไป กำหนดรู้อาการของกายที่ยืนพร้อมเริ่มเดินจงกรม เมื่อวางมือเข้าที่เรียบร้อย ก็เอาใจนึกดูอาการยืนของกายโดยรวมทั้งตัว โดยใช้เวลาเพียงชั่วขณะเดียว 
(ไม่ต้องดูรายละเอียด เอาแค่ให้เห็นด้วยใจ ว่ากายเรากำลังอยู่ในอาการยืนอยู่เท่านั้น) ประมาณ 3 ครั้ง กำหนดตาม ไปด้วยในแต่ละครั้งว่า ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ 
ขณะนี้ใจจะพร้อมที่จะเริ่มเดินจงกรม กำหนดรู้ที่ใจว่า “อยากเดินหนอ”  3  ครั้ง กำหนด อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ ที่ใจ จากนั้นก็เป็นการเริ่มเดิน 
 
การเดินจงกรม
กำหนดอิริยาบถยืนใช้ ภาวนาว่า “ยืนหนอ” (3ครั้ง) โดยตัวยืนอยู่เฉยๆใช้สติกำหนด รู้รูป ตั้งแต่ เส้นผมจรดปลายเท้า ลง-ขึ้น สลับกันไป 
กำหนดความรู้สึกอยากเดิน ใช้ภาวนาว่า “อยากเดินหนอ” (3ครั้ง) โดยตัวยังคงยืนอยู่เฉย มีสติ กำหนดรู้อยู่ที่ใจ เป็นการเพิ่มวิริยะ คือความเพียร 
อาจารย์วิปัสสนาบางท่าน นำเอาระยะ หรือจังหวะมาแบ่งเป็นขั้นตอนเพื่อให้ง่ายแก่การปฏิบัติ โดยทั่วไปแล้วมีทั้งหมด 6 ระยะ ดังนี้
•  ระยะที่1  - ซ้ายย่างหนอ - ขวาย่างหนอ
•  ระยะที่2  - ยกหนอ - เหยียบหนอ
•  ระยะที่3  - ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ
•  ระยะที่4  - ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยีบหนอ
•  ระยะที่5  - ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ
•  ระยะที่6  - ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ - กดหนอ
การเดินนั้นใช้วิธีฝึกทีละขั้น มิใช่เดินทุกระยะในคราวเดียว
ท่ากลับตัว กำหนดความรู้สึก “อยากกลับหนอ” ที่ในใจค่อยๆหมุนตัวกลับ ภาวนา “กลับหนอ”
 
ข้อแนะนำโดยรวมสำหรับการเดินจงกรม
-  ระหว่างการเดิน หากพบว่าศีรษะโน้มต่ำหรือเงยหงายไปจนเกินไป เมื่อรู้ตัวก็ให้กลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม
-  ตาจะสำรวมอยู่เสมอห่างออกไปที่พื้นอย่างที่แนะไว้ ในระหว่างการเดิน หากมีเหตุใดๆ ให้อยากขยับเปิดตาหรือหันหน้าไปดู ก็พยายามควบคุม ใจไว้ให้อยู่ที่การเดิน 
ไม่ต้องเงยหน้าหรือหันหน้าไปดูอะไรทั้งสิ้น (ทั้งนี้ เพราะจะทำให้การกำหนดสติที่อุตส่าห์ประคับประคองมาตลอดต้อง ขาดตอนไปอย่างน่าเสียดาย)
-  ระหว่างอยู่ในการเดินจงกรม การเปลื่ยนจากเดินจงกรมไปนั่งสมาธิ รวมทั้งในการนั่งสมาธิและการออกจากสมาธิ ทุกอย่างควรค่อยๆ ทำ ให้ช้าๆ นิ่มนวลที่สุดค่อยๆ ขยับ ค่อยๆ เคลื่อนกายทุกส่วน แม้แต่ เวลาจะเริ่มเดิน ตอนเริ่มยืนก็ค่อยๆ หลุบตามองต่ำอย่างช้าๆ 
-  หลักที่สำคัญยิ่งคือพยายามมีสติรู้ตัวคอยสังเกตอาการทุกๆ อย่าง ของกายและใจที่กำลังเป็นไป อย่างช้าๆ สบายๆ ไม่เครียดเกร็งเกินไป และไม่ย่อหย่อนเกินไป อาทิเช่น เมื่อจะหลุบตาต่ำตอนจะเริ่มเดิน จงกรม ก็ค่อยๆ หลุบช้าๆ ช้าๆ นิ่มนวล สังเกตอาการของเปลือกตา ที่ค่อยๆ หลุบต่ำว่ามีอาการเป็นอย่างไร
-  ขณะเดินจงกรม หากเผลอคิดอะไรก็ตาม (คือใจไม่ได้อยู่ที่การเดิน) พอรู้ตัวก็อาจกำหนด “เผลอหนอ” “คิดหนอ” หรือ “ฟุ้งซ่านหนอ” ไปตาม ความเป็นจริง 
แล้วก็กลับมากำหนดรู้อาการเดินต่อไป ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องโมโหตัวเองที่เผลอ เพราะคนทุกคนก็ต้องมีเผลอบ้างเป็น ธรรมดา เพียงแต่ว่าเมื่อเผลอแล้วรู้ตัวก็ต้องเตือนตัวเองไว้หน่อย 
ว่าเผลอแล้วนะ จะได้ไม่เผลอบ่อยๆ จะได้เผลอน้อยลงเรื่อยๆ แต่หากพอรู้ตัวว่าเผลอแล้วยังเกิดอารมณ์โกรธ โมโหหรือหงุดหงิด ตัวเองขึ้นมา (ที่เผลอ) ก็กำหนดรู้ด้วยว่า 
“เผลอหนอ” “หงุดหงิดหนอ” หรือ 'ไม่พอใจหนอ' เป็นต้น ไปตามความเป็นจริง
-  ระหว่างการเดิน หากได้ยินเสียง(เสียงเป็นรูป)อะไรมากระทบหู(หูเป็นรูป) ก็กำหนดรู้ที่หูว่า ยินหนอ (คือ = ได้ยินหนอ แต่ใช้คำบริกรรมสั้นๆ ว่า ยินหนอ ก็พอ) 
สักครั้งสองครั้งแล้วกลับมาดูอาการเดินต่อไป หากชอบหรือไม่ชอบเสียงนั้น กำหนดไปด้วยตามความเป็นจริง อาทิ ยินหนอ ไม่ชอบหนอ หงุดหงิดหนอ ฯลฯ ไปตามความเป็นจริง ที่รู้สึก 
-  ระหว่างการเดิน หากได้กลิ่นอะไรก็ตาม(กลิ่นก็เป็นรูป)มากระทบจมูก (จมูกก็เป็นรูป) ก็กำหนดรู้ที่จมูกว่า กลิ่นหนอ กลิ่นหนอ (เพราะรูปกลิ่น เค้าแล่นมากระทบสัมผัสกับจมูก) 
สักครั้งสองครั้ง แล้วก็กลับมาดู อาการเดินต่อไป และถ้าหากว่าเกิดรู้สึกชอบไม่ชอบไปด้วย ก็กำหนดรู้ด้วย เช่น กลิ่นหนอ ไม่ชอบหนอ หรือถ้าเป็นกลิ่นดอกไม้หอมโชยมาเกิดชอบใจ 
ก็กำหนด กลิ่นหนอ ชอบหนอ ไปตามความเป็นจริง แล้วก็กลับมาดูการเดินต่อ
-  ระหว่างการเดินจงกรม หากเห็นภาพอะไรผ่านตา เห็นเท้าใครผ่านตา (ทั้งๆ ที่หลุบตาต่ำสำรวมอยู่ตลอด) หรือเห็นอะไรแว๊บๆ ให้กำหนดรู้ว่า เห็นหนอ เห็นหนอ สักคำสองคำ 
แล้วก็กลับมาดูอาการเดินของ เราต่อไป (การเห็นก็คือมีรูปภายนอก (สิ่งของหรือคนสัตว์ ฯลฯ) มีแสง สว่าง มีรูปภายใน (คือตาของเรา) สามอย่างนี้มาประชุมพร้อมกัน 
รูปภายนอกคือเสียงมากระทบรูปภายในคือตาเรา ก็จะเกิดการเห็น ที่ตรงตาของเรา) ไม่ต้องไปสนใจสิ่งที่เห็น แต่ถ้าใจเกิดอยากรู้ว่าเป็น อะไรหรือเกิดอยากเหลือบตาไปดู
ก็กำหนดรู้ว่า เห็นหนอ อยากรู้หนอ แล้วไม่ต้องเหลือบตาไปดู แค่กำหนดอยากรู้หนอแล้วก็วาง ความอยากนั้นลงเสียแล้วก็กลับมาทำงานของเราคือเดินจงกรม มีสติรู้ตัวอยู่กับการเดินจงกรมต่อไป
-  เช่นเดียวกับเมื่อตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น และกายสัมผัสรู้เย็นร้อน อ่อนแข็งนะคะ หากเดินๆ จงกรมอยู่แล้วเกิดรู้สึกมีรสใดๆ เกิดขึ้นที่ลิ้น ก็กำหนดรู้ว่า รสหนอ รสหนอ 
(ถ้ารู้สึกชอบไม่ชอบด้วย ก็กำหนดด้วยว่า ชอบหนอ หรือ ไม่ชอบหนอ ไปตามจริง) แล้วก็ไม่ต้องสนใจรสนั้น เอาใจเอาสติกลับมาดูการเดินจงกรมต่อไป
-  ระหว่างเดินจงกรม หากรู้สึกอะไรขึ้นมาก็ตามกับกาย เช่น รู้สึกตัวโคลง ตัวเอน เซ หรือตัวเบา ฯลฯ อาการอะไรก็ตาม ก็กำหนดรู้ไปตามความ เป็นจริง
เช่น โคลงหนอ เซหนอ เบาหนอ ฯลฯ กำหนดแล้วก็กลับ มาประคับประคองการเดินจงกรมต่อไป
-  ระหว่างการเดินจงกรม หากรู้สึกสงสัยอะไรขึ้นมา ให้กำหนดรู้ที่ใจที่สงสัย ว่า สงสัยหนอ สงสัยหนอ สักคำสองคำก็พอ แล้ววางความสงสัยลง กลับมาอยู่กับการเดินจงกรมต่อไป
-  ควรเตรียมที่นั่งสมาธิไว้ให้เรียบร้อย หากมีอาสนะ (คือเบาะรองนั่งกับพื้น) ก็ควรขยับจัดเตรียมอาสนะไว้ในจุดที่ต้องการเสียตั้งแต่ก่อนการเดินจงกรม 
ทั้งนี้เพราะว่าการเดินจงกรมกับการนั่งสมาธิทั้งชุดนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ต้องประคับประคองสติและสมาธิให้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน จึงควรเตรียม ทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย
ไม่ต้องให้มีสิ่งกังวลติดค้างหรือไม่ให้ต้อง มานั่งขยับปรับเปลี่ยนอะไรอีก ซึ่งจะทำให้เสียสมาธิและทำให้สติ ที่อุตส่าห์เพียรพยายามฝึกและประคับประคองมาตลอดการเดินจงกรม ต้องขาดและเสียไปหมด) 
หากนั่งเก้าอี้ก็ควรตั้งวางไว้ให้เรียบร้อย ณ จุด ที่ต้องการ โดยอาสนะหรือเก้าอี้ควรจะอยู่ที่ริมปลายทางเดินจงกรม ข้างใดข้างหนึ่งน่าจะเหมาะที่สุดและสะดวกที่สุด และถ้าหากจุดที่หยุด 
หรือจบการเดินจงกรมยังต้องเดินไปยังอาสนะหรือเก้าอี้อีกหลายก้าว ก็ค่อยๆ เดินช้าๆ กำหนดดูอาการของเท้าซ้ายเท้าขวาไป หรือไม่อย่างนั้น ก็ค่อยๆ เดินจงกรม ยก-ย่าง-เหยียบ 
ไปช้าๆ เบาๆ ดูอาการเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงอาสนะหรือเก้าอี้ ก็ค่อยๆ นั่งลงอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม ไปตลอดเวลา
 
แนววิธีในการนั่งสมาธิ
การนั่งสมาธิ เมื่อเดินจงกลมพอกับความต้องการแล้ว และต้องการจะนั่งสมาธิต่อ ให้ปฏิบัติดังนี้ หลังจากยกเท้ามาวางเคียงกันเรียบร้อยแล้ว (ตามวิธีการเดินก้าวสุดท้ายเมื่อสุดทาง)
1.  กำหนดความรู้สึกว่า "อยากนั่งหนอ"
2.  ปล่อยแขนทีละข้างลงตามสบายแนบลำตัว ใช้องค์ภาวนาว่า "ยกหนอ, ลงหนอ, ปล่อยหนอ" 
3.  ย่อตัวลงเพื่อนั่งสมาธิโดยใช้องค์ภาวนากำหนดกิริยาตามความเป็นจริงขณะที่ขยับเคลื่อนไหวกายตน ได้ท่าที่ถนัด พอที่จะนั่งได้นานๆ ในท่านั้น 
จัดดึงเสื้อผ้าให้อยู่ในท่าที่สบายเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงกำหนดอิริยาบถวางมือขวา-ซ้ายไว้บนเข่าเหมือนเดิม 
4.  ยกมือซ้ายและมือขวามาวางซ้อนกันบนตักเมื่อจะยกมือขวามาวางซ้อนมือซ้าย ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการยกมือซ้ายมาวาง
5.  ขยับตั้งตัวให้ตรง ภาวนา คือ "ตั้งหนอ" 
6.  หลับตาลงเบาๆ องค์ภาวนา คือ "หลับหนอ" 
7.  ต่อไปให้เอาใจ หรือสติมาพิจารณารู้ความรู้สึกพองยุบที่หน้าทอ้งเหนือสะดือแล้วหายใจตามปกติธรรมดา เฝ้าดูอาการโป่งแฟบนั้น เมื่อท้องโป่งให้กำหนดว่า "พอหนอ" หรือ "พอง" 
เพียงคำเดียวก็ได้ เมื่อหน้าท้องยุบให้กำหนดว่า “ยุบหนอ” การหายใจให้หายใจให้เป็นปกติธรรมชาติ (หายใจเข้า ท้องพองขึ้น หายใจออก ท้องจะแฟบลง)
ไม่ใช่การบอกตนเอง ให้ตะเบ็งท้องพองขึ้นยุบลง เป็นการฝืนธรรมชาติ หากนั่งไปแล้วยังไม่สงบ เผลอคิดนั่น คิดนี่ ซึ่งเป็นธรรมดา ธรรมชาติของจิตที่ยังไม่สงบ
ก็ต้องคิดนั่น คิดนี่ ไปตามเหตุปัจจัย เมื่อรู้สึกตัวให้กำหนดว่า “คิดหนอ” แล้วกลับมาเฝ้าดูอาการ “พองยุบ” ที่ท้องต่อไป  ถ้าขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั่น เกิดเห็นภาพใดให้กำหนดว่า
“เห็นหนอ” จนกว่าภาพจะหายไป แล้วกลับมากำหนดรู้ที่การ “พองยุบ” ต่อไป เช่นเดียวกันเมื่อมีกลิ่นมากระทบ “จมูก” ให้กำหนดว่า “ได้กลิ่นหนอ” 
มีเสียงมากระทบ “หู” ให้กำหนดว่า “ได้ยินหนอ” มี “รส” มากระทบลิ้นให้กำหนดว่า “รู้รสหนอ” ให้กำหนดตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น “เย็นหนอ”, ร้อน หนอ” ให้กำหนดตามความรู้สึกขณะนั้น ฯลฯ
เมื่อนั่งไปแล้ว ถ้าเกิดความปวดเมื่อย ให้กำหนดรู้ในความเจ็บเมื่อยนั้น แล้วนั่งต่อไป ถ้ายังมีความเจ็บปวดอยู่และทนไม่ไหว ต้องการเปลี่ยนขา ขยัยท่านั่ง ก็ให้ทำได้ โดยการกำหนด “พองยุบ” 
ที่ท้องมากำหนดที่เปลี่ยนท่าการขยับขา ตามความเป็นจริงให้ทันปัจจุบัน เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงกลับไป
การออกจากสมาธิ
เมื่อนั่งมาได้เวลาพอสมควรแล้ว ให้กำหนดออกจากสมาธิ อาจจะกำหนดอิริยาบถกายบริหาร เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และเป็นการรักษาโรคโดยวิธีการธรรมชาติ
1.  กำหนดความรู้สึกว่า "อยากพักหนอ"  
2.  ลืมตาขึ้น ใช้องค์ภาวนาว่า "เห็นหนอ,กระพริบหนอ”
กรรมฐานประกอบด้วย  สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐาน – อารมณ์สงบ – เช่น การจับลมหายใจ(อานาปานสติ),การเพิ่งกสิณ ฯลฯ
วิปัสสนากรรมฐาน – อารมณ์คิด (เพื่อเห็นตามความเป็นจริง,เพื่อตัดกิเลส) – เห็น อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน),ทุกขัง(เห็นทุกข์),อนัตตา เป็นต้น
โดยปกติเราต้องเจริญควบคู่กันไปทั้งสมถะและวิปัสสนา เพราะถ้าหากจิตไม่สงบแล้วการจะใช้อารมณ์คิดเพื่อตัดกิเลสจะทำไม่ได้เต็มที่ ก็เคยได้ยินคนเค้าเปรียบเหมือนสมถกรรมฐานเป็นดาบอันแหลมคม 
ถ้าหากผู้ใช้ดาบกำลังอ่อนก็ไม่สามารถใช้ดาบในการตัดกิเลสให้ขาดได้ไม่ว่าจะเน้นไปทางไหนเมื่อจิตสงบพร้อมแล้วก็ต้องใช้วิปัสสนาในการตัดกิเลสทั้งนั้น 
เจริญวิปัสสนาเพื่อให้รู้และเห็นและเข้าใจริงๆความรู้ความเห็นจริงๆ(ปัญญา) หาได้ยากเหลือเกินส่วนใหญ่จะเป็นแบบท่องจำหรือใช้ความคิดเหตุผลมากกว่า
 
เพิ่มเติม..
การปฏิบัติกรรมฐานที่มีหลายแนว หลายสาย เพราะจริตนิสัยและสั่งสมความรู้ความเข้าใจมาต่างๆกัน ครูบาอาจารย์แต่ละท่านก็ถนัดต่างกันออกไป
เนื่องด้วยเรียนรู้มาต่างกันจะหาคนที่จริงเข้าใจจริงในทุกๆสายยากเหลือเกิน จะได้ไม่งงว่าทำไมมีหลายอย่าง แถมสอนไม่เหมือนกันอีกของใครผิดถูก ให้ดูว่าตามแนวที่พระพุทธเจ้าวางไว้หรือเปล่า
 
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  ลายแทงธรรม (โครงการส่งเสริมจิตอาสา มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย)